วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นินจา: จารชนผู้มากับความมืด

ตราบใดที่โลกนี้ยังมีแสงตะวัน
ตราบนั้นยังคงมีเงาคือ"คาเงะ" ติดตามอยู่คู่กัน
นี่คือ... ประกาศิตจากสวรรค์




shuriken-icon-s02.gif
History of Ninja

ในสมัยที่ญี่ปุ่นยังเป็นฟิวดัลหรือศักดินาอยู่นั้น ชนชั้นปกครองจะเน้นความสำคัญของการทหารเป็นหลัก โดยเฉพาะเหล่านักรบที่สังกัดผู้ครองแคว้น(ไดเมียว) สวมชุดเกราะโอ่อ่าอลังการ มีทักษะทางเชิงยุทธที่เยี่ยมยอด แถมมีคติดประจำใจแบบลูกผู้ชายที่หาใครเสมอเหมือน ใช่แล้วครับ พวกเขาคือซามูไรนั่นเอง

คงไม่ต้องอธิบายกันมากสำหรับนิยามและความหมายของซามูไร ท่านที่ติดตามหนังประเภทญี่ปุ่นโบราณ หรือการ์ตูน Anime ประเภทนี้ อาจจะเคยชมฉากที่ซามูไรต้องประดาบกับไอ้โม่งกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแพรวราวไปด้วยฝีมือในการรบระยะประชิด พร้อมอาวุธสารพัดแบบ ยาพิษ ลูกดอก ดาวกระจาย นั่นล่ะครับนินจา ที่ใครต่อใครยึดถือเป็นด้านมืดของซามูไร ในขณะที่ซามูไรจะไปไหนต้องแต่งกายเต็มยศ จะฆ่าจะแกงใครก็ต้องเป็นไปอย่างเที่ยงตรงตามวิถีของบูชิโด แต่นินจาไม่จำเป็นครับ ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ในสภาพไหน เค้าทำได้ตามสะดวก แต่ภาพนินจาที่ติดตาพวกเรามากๆก็คงหนีไม่พ้นนักสู้ลึกลับปิดหน้าตา มือซ้ายปาดาวกระจาย มือขวาเหวี่ยงระเบิด ตูม!! จากนั้นก็หายวับไปเหมือนล่องหนได้ซะอย่างนั้น


0006_28.jpg


ซามูไร นักรบในชุดเกราะ กับนินจา นักฆ่าจากโลกมืด


จากวรรณคดี นิยาย และสื่อบันเทิงต่างๆ ช่วยเสกสรรค์ปั้นแต่งเสียจนนินจาเหมือนมีเวทย์มนตร์ แม้แต่ในโซนยุโรปหรืออเมริกาเอง โดโจฝึกนินจา ก็ได้ถูกตั้งขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีลูกศิษย์ล้นหลามมากมาย วิชานินจามีอยู่จริงหรือไม่? และเมื่อฝึกสำเร็จแล้วเราจะกลายเป็นยอดคนด้นเมฆเหมือนในหนังจริงๆหรือ... หบายคนอาจจะตั้งคำถามในใจอยู่ตอนนี้ มาดูกันสิครับว่า วิชานินจานั้น มีกำเนิดมาอย่างไร และถ้าต้องการเป็นนินจาแล้ว เราต้องเอาอะไรเข้าไปแลกบ้าง


shuriken-icon-s01.gif
นินจา จารบุรุษผู้มากับความมืด

นินจาก็เหมือนกับสายลับ ยังคงสืบทอดพฤติกรรมและสายเลือดมาทุกยุคทกสมัย แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็ตาม คำว่านินจานั้น โดยทั่วไปหมายถึงผู้สำเร็จวิชานินจัตสึ(ขออนุญาตอ่านแบบนี้นะครับ คล่องปากดี) หรือวิชาจารกรรม พวกเขาเป็นเหล่าจารชนที่เชี่ยวชาญการลักลอบ ซุ่มตัว ฆ่าคน วางเพลิง ใส่ยา สารพัดพิษฯลฯ จนใครๆต่างยกย่องว่าเป็นมัจจุราชล่องหน ที่มีความสามารถเหนือมนุษย์มนาเค้า

อย่างที่กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า นินจามีมานานนมตั้งแต่ยุคศักดินาโน้น พวกเขาเป็นอาวุธลับสำคัญของผู้ครองแคว้นต่างๆ ในการลอบสังหารช่วงชิงอำนาจ อาจจะมีคำถามว่า จะมีนินจาเอาไว้ทำแพะอะไร ในเมื่อมีซามูไรอยู่เป็นโขยง แหม... ของแบบนี้มันเรื่องธรรมดาของการเมืองครับ ต้องมีทั้งอาวุธแจ้ง อาวุธลับ ซามูไรเค้าก็มีเกียรติ มีจริยะของเค้า พวกเขาจะถือมั่นในสัตย์ จงรัก และตรงไปตรงมา จะให้มาทำลับๆล่อๆลอบเชือดใครก็เสียสัตยาบรรณทางการเมืองแย่ ไม่เหมือนนินจาที่ไม่มีเก้าอี้ เอ๊ย... จริยะค้ำคออยู่ ดังนั้นประวัติศาตร์หลายๆหน้าของญี่ปุ่น จึงมีเรื่องราวของจารบุรุษนินจา ที่ถูกบงการอยู่เบื้องหลังโดยไดเมียว หรือ ซามูไรอยู่ไม่น้อย

ราวๆต้นศตวรรษที่ 17 (ค.ศ. 1608) โชกุนมีอำนาจมาก ปกครองแว่นแคว้นน้อยใหญ่ทั้งเกาะญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ บ้านเมืองเริ่มสงบปราศจากสงคราม เนื่องจากแผ่นดินเป็นปึกแผ่นแล้วนั่นเอง คราวนี้นักรบก็ตกงานน่ะสิครับ ซามูไรทั้งหลายที่เคยแต่โลดโผนกลางสมรภูมิ ก็ไม่รู้จะทำอะไรในช่วงบ้านเมืองสงบเช่นนี้ ทางการก็ใช่ว่าจะนิ่งนอนใจ การปล่อยให้เสืออยู่อย่างแมว คือเอาแต่นอนทั้งวันคงไม่ดีแน่ เผลออาจมีเสือหลายๆตัวไม่พอใจคิดการใหญ่ขึ้นมา เรื่องก็คงจะยุ่งอยู่ไม่น้อย ดังนั้น ทางราชสำนักและรัฐบาล จึงส่งเสริมให้ซามูไร ไปทำอย่างอื่นทดแทน เช่น เป็นปราชญ์ เป็นกวี เป็นพ่อค้า สารพัด และเมื่อรัฐบาลบาคุฟุประกาศกฏหมายห้ามประชาชนพกดาบ ซามูไรก็ยิ่งบ้อท่าเข้าไปใหญ่ บทบาทของพวกเขาเริ่มหดลดไปเรื่อยๆ จนแทบจะหมดไปจากหน้าประวัติศาสตร์ นั่นก็รวมไปถึงนินจาด้วยล่ะครับ

0006_30.jpg



กฏหมายอันเข้มงวดห้ามพกดาบ ยุบสำนักสอนวิชาดาบ และห้ามฝึกวิชานินจัตสึ ทำให้นินจาเริ่มลำบากมากขึ้น แต่ก็นั่นแหละครับ พวกเขาอยู่อย่างแฝงเร้นกันมานานนม เมื่ออยู่อย่างเปิดเผยไม่ได้ มุดลงไปใต้ดินไม่ให้ใครรู้มันจะไปเสียหายอะไร มีนินจาจำนวนมากผันตัวไปทำงานให้กับรัฐบาล และก็ยังทำอยู่จนถึงปัจจุบัน เชื่อไหมล่ะครับว่า สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นได้ฝึกนินจามืออาชีพเอาไว้ลอบสังหารนายพลผู้เกรียงไกร แม็ค อาร์เธอร์ แต่ก็ไม่สบโอกาส แม้ในปัจจุบัน วิชานินจาก็ยังมีสอนกันอยู่ในหมู่สายลับจำนวนมากมาย โดยเอาไปประยุกต์เข้าใช้กับวิชาของหน่วยสังหารสมัยใหม่ แม้แต่ซีไอเอก็ยังมีนินจาอยู่ในสังกัดด้วย นินจาไม่ได้อยู่รวมกันในหมู่บ้านบนภูเขาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ในทุกวันนี้ นินจาอาจจะถือโน้ตบุ้คเดินท่อมๆตามถนน แถมเดินชนกะคุณเข้าให้บ้างแล้วก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ จริงไหม?
shuriken-icon-s05.gif The short version of the origin of the Ninja

หนังสือเกี่ยวกับนินจาหลายๆเล่มกล่าวเอาไว้ใกล้เคียงกันว่า วิชานินจาถือกำเนิดมาจากจีนครับ ประมาณคริสศตวรรษที่ 6 ตรงกับราชวงศ์ถังของจีนพอดี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธกำลังรุ่งเรืองในแถบนี้ การแพร่หลายของศานาเป็นเหตุให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นในสมัยนั้น ก็เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำนองเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย หรือ พระเจ้าถังไท้จงแห่งราชวงศ์ถัง พระองค์ได้ส่งศาสนทูตไปศึกษาดูงาน เอ๊ย.. เรียนรู้ และคัดลอกพระคัมภีร์ทางศาสนามาจากจีน

เหล่าศาสนทูตที่ไปศึกษาพระศาสนานั้น ไปแล้วก็ไม่ได้เรียนเฉพาะพระธรรมแต่อย่างเดียวนี่สิครับ แต่ยังเรียนวิชาความรู้อื่นๆเช่น การปรุงยา ดาราศาสตร์ การก่อสร้าง และวิชาการต่อสู้ติดตัวมาด้วย เราๆท่านๆคงจะคุ้นเคยกันดี กับภาพพระนักสู้จากวัดเสียวลิ้มยี่ของจีน เหล่าศานทูตได้ศึกษาซึมซับเอาวิทยายุทธอันลึกล้ำของจีนกลับมาด้วยไม่น้อย แต่อย่างว่าล่ะครับ วิทยายุทธประเภทลมปราณหรือกำลังภายใน มันเหลือความสามารถที่จะเรียนกันในระยะเวลาสั้นๆ เพาะต้องฝึกเพาะกันมาตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นที่เหล่าพระญี่ปุ่นได้เรียนกัน ก็เป็นประเภทเพลงดาบ การใช้ศาสตรวุธ วิชาตัดช่องย่องเบาอื่นๆ แต่แค่นั้นก็เหลือเฟือแล้วล่ะครับ

เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่น วิชาเหล่านั้นก็ถูกสอนวนเวียนเฉพาะในวัดเท่านั้น ยังไม่ได้กระจายออกสู่โลกภายนอก แต่เหมือนชะตาบันดาล ญี่ปุ่นในสมัยนั้น เต็มไปด้วยสงครามแย่งชิงอำนาจ ในยุคปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ผู้เดือดร้อนก็หนีไม่พ้นราษฎรตาดำๆหรอกครับ ชาวบ้านชาวช่องมักถูกทางการและโจรผู้ร้ายข่มเหงเอาเป็นประจำ เดือดร้อนหลวงพี่ผู้มีหน้าที่สงเคราะห์สัตว์โลกต้องออกหน้ามาช่วยบ่อยๆ ด้วยเหตุที่ว่าพระก็ต้องอยู่ส่วนพระ ทางโลกกับทางธรรมข้องเกี่ยวกันมากนักก็ไม่ได้ พระเหล่านี้เลนสอนวิชาการ่อสู้ให้กับชาวบ้านเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเสียบ้าง พระบางรูปก็ลาสิกขาบทจากพระศาสนา เพื่อละศีลปาณาปกป้องชาวบ้านตาดำๆ วิชานินจาเลยเริ่มแพร่หลายออกไปสู่โลกภายนอก แต่ตอนนั้นยังไม่เรียกนินจัตสึ และยังไม่มีนินจาครับ


0006_31.gif



0006_32.gif


[ตำราและการฝึกจิตของวิชานินจัตสึ]


ปัญหามันก็มีอยู่ว่า ชาวบ้านร้านถิ่นเรียนไปเฉพาะวิชาการต่อสู้น่ะสิครับ เรื่องขันติโสรัจจะ ธรรมะคือคุณากร อย่างที่หลวงพี่มีชาวบ้านหาได้มีไม่ ดังนั้นวิชาการป้องกันตัวจึงถูกดัดแปลงไปเป็นศาสตร์แขนงใหม่ ที่สามารถสังหารคู่ปรปักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในช่วงนั้น นอกจากความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ข้อขัดแย้งระหว่างผู้นับถือพุทธและชินโตก็รุนแรงอยู่ไม่น้อย ในต้นศตวรรษที่ 12 ณ จังหวัดอิกะใกล้เกียวโตเมืองหลวงเก่า ได้มีการจัดตั้งสำนักสอนวิชานินจัตสึขึ้นแห่งแรก เป็นสำนักที่มีการสอนวิชานินจาครบวงจร และถือกันว่า นินจาสมบูรณ์แบบถือกำเนิดขึ้นจากที่นี่เป็นแห่งแรกครับ



shuriken-icon-s04.gif Iga ninja and Koga ninja

ในยุคเซนโกกุ อันเป็นยุคแห่งการชิงอำนาจของไดเมียวผู้ยิ่งยง โอดะ โนบุนางะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โตกุกาว่า อิเอยาสึ นั้น นินจาได้เข้ามีบทบาทเป็นเงาอยู่เบื้องหลังการชิงอำนาจในครั้งนี้ เมื่อปี 1603 ที่โตกุกาว่า อิเอยาสึ ได้ขึ้นสู่อำนาจเป็นโชกุน หลังจากเผด็จศึกที่สมรภูมิเซกิกาฮาราได้ อาจกล่าวได้ว่า บทบาทของนินจาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ณ สงครามครั้งนี้เอง มีบันทึกอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์เอาไว้หลายเล่ม เช่น บันทึก"โฮโด โกไดคิ" ของตระกูลโฮโจ และ"อิรันกิ " ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดอิงะ ล้วนกล่าวถึงบทบาทสำคัญๆของนินจาเอาไว้อย่างชัดเจนครับว่า พวกเขา มีความสำคัญและชี้ชะตาคู่สงครามได้อย่างไร

0006_33.gif


แผนที่จังหวัดอิงะครับ


shuriken-icon-s03.gif ลอบเร้นจารกรรม สอดแนม และสังหาร

นินจาขึ้นชื่อด้านการทำจารกรรม การลอบเข้าปราสาทของข้าศึกโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว อย่างที่เราเคยเห็นในหนังนั้นก็มีครับ พรางกายด้วยผ้าลายกำแพงเอย มุดอยู่ในสระโดยหายใจด้วยปล้องไม้ไผ่เอย นินจามักใช้กลยุทธในการลอบเข้าปราสาทหรือค่ายแม่ทัพของข้าศึก ทีละคนละคน รอจนรวมกำลังครบชุดพวกเขาจึงเปิดฉากโจมตีแบบไม่ให้ข้าศึกรู้ตัว เป้าหมายก็มันเป็นไดเมียว ขุนนาง หรือแม่ทัพข้าศึกนั่นล่ะครับ นินจาที่ใช้วิธีนี้มักจะยินยอมสละแล้วซึ่งชีวิต ลงเปิดเผยตัวกลางดงดาบแบบนั้น โอกาสจะรอดกลับไปเห็นจะยากครับ ยุทธวิธีที่บ้าระห่ำแบบนี้มักใช้ได้ผลเสมอๆ จนเป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่าไดเมียวไปตามๆกัน แต่ก็บ่อยครั้ง ที่นินจาถูกทหารยามจับได้ และลงมือสังหารก่อนที่จะปฏิบัติการ

นินจาที่มีชื่อที่สุด อยู่ที่หุบเขาอิงะ และโคงะ หรือปัจจุบันคือจังหวัดมิเอะนั่นเอง ปัจจุบันได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็น Original Homeland ของนินจา ในช่วงและหลังสงครามระหว่างสามผู้ยิ่งใหญ่ นินจาเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด โอดะ โนบุนางะ เองก็ชุบเลี้ยงนินจาโคงะเอาไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนินจาทั้งหลายมาหมดบทบาทเอาหลังกบฏชิมาบาระ รายละเอียดในส่วนนี้สนุกและยาวมากครับ ถ้ามีเวลาผมจะเก็บเอามาเล่าให้ฟังในตอนหลังนะครับ
shuriken-icon-s05.gif The short version of the origin of the Ninja

หนังสือเกี่ยวกับนินจาหลายๆเล่มกล่าวเอาไว้ใกล้เคียงกันว่า วิชานินจาถือกำเนิดมาจากจีนครับ ประมาณคริสศตวรรษที่ 6 ตรงกับราชวงศ์ถังของจีนพอดี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธกำลังรุ่งเรืองในแถบนี้ การแพร่หลายของศานาเป็นเหตุให้การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมเกิดขึ้น จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นในสมัยนั้น ก็เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำนองเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย หรือ พระเจ้าถังไท้จงแห่งราชวงศ์ถัง พระองค์ได้ส่งศาสนทูตไปศึกษาดูงาน เอ๊ย.. เรียนรู้ และคัดลอกพระคัมภีร์ทางศาสนามาจากจีน

เหล่าศาสนทูตที่ไปศึกษาพระศาสนานั้น ไปแล้วก็ไม่ได้เรียนเฉพาะพระธรรมแต่อย่างเดียวนี่สิครับ แต่ยังเรียนวิชาความรู้อื่นๆเช่น การปรุงยา ดาราศาสตร์ การก่อสร้าง และวิชาการต่อสู้ติดตัวมาด้วย เราๆท่านๆคงจะคุ้นเคยกันดี กับภาพพระนักสู้จากวัดเสียวลิ้มยี่ของจีน เหล่าศานทูตได้ศึกษาซึมซับเอาวิทยายุทธอันลึกล้ำของจีนกลับมาด้วยไม่น้อย แต่อย่างว่าล่ะครับ วิทยายุทธประเภทลมปราณหรือกำลังภายใน มันเหลือความสามารถที่จะเรียนกันในระยะเวลาสั้นๆ เพาะต้องฝึกเพาะกันมาตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นที่เหล่าพระญี่ปุ่นได้เรียนกัน ก็เป็นประเภทเพลงดาบ การใช้ศาสตรวุธ วิชาตัดช่องย่องเบาอื่นๆ แต่แค่นั้นก็เหลือเฟือแล้วล่ะครับ

เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่น วิชาเหล่านั้นก็ถูกสอนวนเวียนเฉพาะในวัดเท่านั้น ยังไม่ได้กระจายออกสู่โลกภายนอก แต่เหมือนชะตาบันดาล ญี่ปุ่นในสมัยนั้น เต็มไปด้วยสงครามแย่งชิงอำนาจ ในยุคปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นนี้ ผู้เดือดร้อนก็หนีไม่พ้นราษฎรตาดำๆหรอกครับ ชาวบ้านชาวช่องมักถูกทางการและโจรผู้ร้ายข่มเหงเอาเป็นประจำ เดือดร้อนหลวงพี่ผู้มีหน้าที่สงเคราะห์สัตว์โลกต้องออกหน้ามาช่วยบ่อยๆ ด้วยเหตุที่ว่าพระก็ต้องอยู่ส่วนพระ ทางโลกกับทางธรรมข้องเกี่ยวกันมากนักก็ไม่ได้ พระเหล่านี้เลนสอนวิชาการ่อสู้ให้กับชาวบ้านเอาไว้เพื่อป้องกันตัวเสียบ้าง พระบางรูปก็ลาสิกขาบทจากพระศาสนา เพื่อละศีลปาณาปกป้องชาวบ้านตาดำๆ วิชานินจาเลยเริ่มแพร่หลายออกไปสู่โลกภายนอก แต่ตอนนั้นยังไม่เรียกนินจัตสึ และยังไม่มีนินจาครับ


0006_31.gif



0006_32.gif


[ตำราและการฝึกจิตของวิชานินจัตสึ]


ปัญหามันก็มีอยู่ว่า ชาวบ้านร้านถิ่นเรียนไปเฉพาะวิชาการต่อสู้น่ะสิครับ เรื่องขันติโสรัจจะ ธรรมะคือคุณากร อย่างที่หลวงพี่มีชาวบ้านหาได้มีไม่ ดังนั้นวิชาการป้องกันตัวจึงถูกดัดแปลงไปเป็นศาสตร์แขนงใหม่ ที่สามารถสังหารคู่ปรปักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ในช่วงนั้น นอกจากความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว ข้อขัดแย้งระหว่างผู้นับถือพุทธและชินโตก็รุนแรงอยู่ไม่น้อย ในต้นศตวรรษที่ 12 ณ จังหวัดอิกะใกล้เกียวโตเมืองหลวงเก่า ได้มีการจัดตั้งสำนักสอนวิชานินจัตสึขึ้นแห่งแรก เป็นสำนักที่มีการสอนวิชานินจาครบวงจร และถือกันว่า นินจาสมบูรณ์แบบถือกำเนิดขึ้นจากที่นี่เป็นแห่งแรกครับ



shuriken-icon-s04.gif Iga ninja and Koga ninja

ในยุคเซนโกกุ อันเป็นยุคแห่งการชิงอำนาจของไดเมียวผู้ยิ่งยง โอดะ โนบุนางะ, โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ และ โตกุกาว่า อิเอยาสึ นั้น นินจาได้เข้ามีบทบาทเป็นเงาอยู่เบื้องหลังการชิงอำนาจในครั้งนี้ เมื่อปี 1603 ที่โตกุกาว่า อิเอยาสึ ได้ขึ้นสู่อำนาจเป็นโชกุน หลังจากเผด็จศึกที่สมรภูมิเซกิกาฮาราได้ อาจกล่าวได้ว่า บทบาทของนินจาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ณ สงครามครั้งนี้เอง มีบันทึกอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์เอาไว้หลายเล่ม เช่น บันทึก"โฮโด โกไดคิ" ของตระกูลโฮโจ และ"อิรันกิ " ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดอิงะ ล้วนกล่าวถึงบทบาทสำคัญๆของนินจาเอาไว้อย่างชัดเจนครับว่า พวกเขา มีความสำคัญและชี้ชะตาคู่สงครามได้อย่างไร

0006_33.gif


แผนที่จังหวัดอิงะครับ


shuriken-icon-s03.gif ลอบเร้นจารกรรม สอดแนม และสังหาร

นินจาขึ้นชื่อด้านการทำจารกรรม การลอบเข้าปราสาทของข้าศึกโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว อย่างที่เราเคยเห็นในหนังนั้นก็มีครับ พรางกายด้วยผ้าลายกำแพงเอย มุดอยู่ในสระโดยหายใจด้วยปล้องไม้ไผ่เอย นินจามักใช้กลยุทธในการลอบเข้าปราสาทหรือค่ายแม่ทัพของข้าศึก ทีละคนละคน รอจนรวมกำลังครบชุดพวกเขาจึงเปิดฉากโจมตีแบบไม่ให้ข้าศึกรู้ตัว เป้าหมายก็มันเป็นไดเมียว ขุนนาง หรือแม่ทัพข้าศึกนั่นล่ะครับ นินจาที่ใช้วิธีนี้มักจะยินยอมสละแล้วซึ่งชีวิต ลงเปิดเผยตัวกลางดงดาบแบบนั้น โอกาสจะรอดกลับไปเห็นจะยากครับ ยุทธวิธีที่บ้าระห่ำแบบนี้มักใช้ได้ผลเสมอๆ จนเป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่าไดเมียวไปตามๆกัน แต่ก็บ่อยครั้ง ที่นินจาถูกทหารยามจับได้ และลงมือสังหารก่อนที่จะปฏิบัติการ

นินจาที่มีชื่อที่สุด อยู่ที่หุบเขาอิงะ และโคงะ หรือปัจจุบันคือจังหวัดมิเอะนั่นเอง ปัจจุบันได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็น Original Homeland ของนินจา ในช่วงและหลังสงครามระหว่างสามผู้ยิ่งใหญ่ นินจาเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด โอดะ โนบุนางะ เองก็ชุบเลี้ยงนินจาโคงะเอาไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนินจาทั้งหลายมาหมดบทบาทเอาหลังกบฏชิมาบาระ รายละเอียดในส่วนนี้สนุกและยาวมากครับ ถ้ามีเวลาผมจะเก็บเอามาเล่าให้ฟังในตอนหลังนะครับ
กว่าจะได้เป็น "นินจา"

นินจานั้นฝึกกันยากมากมายขนาดไหน ปัจจุบันนั้นก็ยังเป็นปริศนาอยู่ เพราะสำนักนินจาที่มีในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นนินจาพันธุ์ทาง ที่แปลงตัวเองมาเป้นศิลปการต่อสู้แขนงหนึ่ง ไม่ใช่วิชาสังหารเหมือนดังอดีตเสียแล้ว จากหลักฐานและคำบอกเล่าเท่าที่มี วิชาหลักๆที่นินจาต้องเรียนรู้เป็นอันดับแรกก็คือการฟังเสียง และการทำตัวให้เข้ากับความมืดครับ

ทำไมจึงต้องทำตัวให้เข้ากับความมืด?
แน่นอนครับ นินจามีภารกิจหลักคือการเร้นกายเข้าสังหารเป้าหมาย การจะกระโตกกระตากบุกเดี่ยวกลางดงโจรเหมือนที่ อาจารย์ หวงเฟยหง แห่งฝอซานทำนั้น นินจาทำไม่เป็นแน่ๆ การฟังเสียงของนินจานั้นเป้นเพียงเสี้ยวเล็กๆของการฝึกฝนกายและใจ โดยจะต้องฝึกกันมาตั้งแต่เล็กๆ เพื่อให้สายตาชินกับความมืด ชินกับความเงียบ รู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ จนกระทั่งเติบโตกลายเป็นนินจา คมเขี้ยวแห่งความมืดที่สมบูรณ์เมื่อเติบโตขึ้น

นอกจากโสตประสาท นินจายังต้องฝึกการเคลื่อนไหว การเดินเหินย่างเหยาะ ซึ่งจะมีประโยชน์ในการหลบหนีข้าศึกที่ติดตามมา หรือแม้กระทั่งการไต่กำแพงแบบสบายๆ เหมือนกับเดินทอดน่องบนฟุตบาทเสียอย่างนั้น นินจามีฝีเท้าที่เบาหวิว พวกเขาสามารถเดินบนหิมะโดยที่แทบไม่เกิดรอยเท้า โดยอาศัยการฝึกจากการเดินเหยียบกระดาษบางเปียกๆ โดยไม่ให้เกิดรอยเท้าบนนั้น


0006_41.gif



กำลังแขนขาก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนินจาเหมือนกันครับ โดยมีไว้ห้อยโหน แนบตัวกับผนังกำแพง โดยใช้มือทั้งสองข้างดันผนังเหยียดตรง ซึ่งตรงนี้ก็ต้องใช้กำลังของข้อต่อมาช่วยอีกทีนึง เชื่อหรือไม่ว่า นินจามีวิธีการฝึกการดัดข้อต่อมาอย่างดี สามารถบิดโค้ง หรือพับได้ในลักษณะที่ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะทำได้ นี่กระมังครับ เป็นอีกเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้นินจาสามารถ"ล่องหน" ได้ อันว่าการล่องหนนี้ ไม่น่าจะใช่การหายตัวไปจริงๆ แต่น่าจะขดหรือม้วนอยู่แบบกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม จนทำให้ศัตรูนึกว่านินจาหายตัวไปแล้วเสียมากกว่า

วิชาล่องหนจากการพันธนาการก็เหมือนกันครับ เคล็ดลับก็คือการบิดข้อต่อหัวไหล่ให้หลุดจากเชือกที่มัดเอาไว้ โดยการทำให้มันหย่อนแล้วแก้มัดตัวเอง การดัดข้อต่อนี้ยังมีประโยชน์ในการ"แกล้งตาย" อีกด้วย กล่าวคือ หากนินจากลั้นหายใจและนอนในสภาพคอเอียงเค้เก้ แขนบิดไปทางขาบิดไปทาง ใครจะมามัวสงสัยล่ะครับ ว่าเจ้านั่นยังอยู่หรือตายเพราะสภาพแบบนั้น รอดได้ก็บุญโข เมื่อคล้อยหลังศัตรูไป นินจาตัวดีก็กลับมาเดินปร๋อเหมือนซอมบี้ในไบโอ ฮาซาร์ดยังไงยังงั้นเลยแหละ

shuriken-icon-s02.gif นินจากินอะไรถึงได้เก่งนัก?

0006_34.jpg



นั่นสิครับ เคล็ดลับของนินจาอยู่ที่อาหารหรือเปล่าหนอ พวกเขากินอะไรทำไมถึงได้เก่งกาจเกินคนกันนัก คำตอบก็คือเปล่าเลย นินจาไม่ได้กินอาหารพิสดารต่างจากมนุษย์หรอก พวกเขาไม่มีบ๊วยเค็มที่กินแล้วกลายเป็นซูเปอร์แมนปากจู๋ หรือผักขมแบบที่กลาสีกล้ามโตป๊อบอายกินเข้าไป นินจาก็กินอาหารเหมือนมนุษย์เดินดินทั่วไปนี่แล...

นินจาสมัยใหม่ อาจมีอาหารแค็ปซูลพกเหมือนหน่วยรบพิเศษ แต่ที่แน่ๆนินจาไม่นิยมพกน้ำครับ เพราะเป็นตัวถ่วงน้ำหนักอย่างร้ายกาจ ของที่ใช้แก้กระหายของนินจามาแต่โบร่ำโบราณได้แก่ ผงเป๊บเปอร์มินท์ หรือเมล็ดงา บางตำรับก็คั้นน้ำมันผักชนิดหนึ่งมาทาไว้ที่รูจมูก และนิยมกินผักป่า เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามิน ที่ใช้บำรุงสายตาของนินจาเค้า

ไม่เพียงแต่ฝึกร่างกายเท่านั้น นินจายังต้องฝึกความพร้อมทางจิตใจอีกต่อหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นเครื่องจักรสังหารสมบูรณ์แบบ เราอาจอนุมานว่า มันเป็น ESP ประเภทหนึ่ง เพราะคำร่ำลือแต่โบราณกล่าวกันว่า นินจาเหมือนพวกที่มีพรายกระซิบครับ พวกเขาสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า หรือมีลางสังหรณ์ที่แม่นยำราวกับตาเห็น สามารถสะกดจิต หรือ แค่จ้องตา ผู้ถูกจ้องก็อ่อนระทวยเหมือนกบเขียดที่ถูกงูสะกด จะว่าไปมันก็เป็นหลักทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง แม้จะไม่มีคำอธิบายที่แจ่มชัด แต่คำบอกเล่าที่สอนกันมาในหมู่นินจาก็คือ "จิต คือสำนึกแห่งเอกภพ เป็นความจริงแท้ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการทางจิตใจ เป็นสิ่งที่กลั่นกรองผ่านกระบวนการทางจิตใจ แล้วซึมซาบสู่การรับรู้ทางอินทรีย์"

ที่แน่ๆ นินจามักไม่สะทกสะท้านต่อความตาย เพราะพวกเขาถือว่า ชีวิตมีค่าเท่ากับศูนย์ หากรอดก็ได้กำไร ถ้าตายก็เสมอตัว ความตายเป็นเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกับพวกเขา การทำใจสำหรับวันตายของนินจาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะวันนั้นของพวกเขาจะมาก่อนคนอื่นอีกมากนัก เกิดเป็นนินจา จะโดนกับดักในปราสาท หรือโดนซามูไรฟันหัวแบะเมื่อไหร่ก็ไม่อาจตรัสรู้ได้ การทำใจกับความตาย จึงเป็นเรื่องธรรมดาของนินจาทุกรูปทุกนาม อุปมาเหมือนเล่นเน็ต ระวังยังไงก็ต้องมีวันโดนไวรัสเข้าจนได้นั่นแล...


shuriken-icon-s01.gif ประกบอิง - - พลังจากฝ่ามือ

0006_32.gif



โอ๊ะ โอว... ยังกะท่าของคุจากุเลยใช่ไหมล่ะครับ? เปล่าหรอกครับ นี่คือหัวใจของการฝึกและชีวิตของนินจาเลยทีเดียว การฝึกจิตยังไงล่ะครับ เพราะลำพังแค่ความแข็งแกร่งทางร่างกายอย่างเดียวไม่พอแน่ นินจาที่แท้จริงจำต้องเรียนลึกไปถึงสภาพภายในจิตใจของตนเอง รวมทั้งแก่นแท้ของสรรพสิ่งรอบข้าง ว่าง่ายๆก็คือจิตวิญญาณแห่งสรรพสิ่งนั่นเอง เพราะเมื่อรู้จักพลังและความสัมพันธ์แห่งที่มาของพลังแล้ว นินจาจึงสามารถดึงพลังจากสิ่งรอบข้างมาใช้ได้ โดยไม่เกิดอันตรายกับตนเอง การฝึกของนินจาที่เราอาจจะเคยเห็นในหนังบ่อยๆ นั่นก็คือการประกบ อิง - มือ หรือ คุจิ-อิง ซึ่งการประสานมือนี้เชื่อกันว่า เป็นการโอบล้อมให้เกิดพลัง โดยลักษณะการประกบมือนี้ คาดว่าน่าจะมีอิทธิพลมาจากจีนและธิเบตครับ ประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ (ชิ-ซุย-ฟุ-กะ)

0006_35.gif



นินจาเชื่อกันว่า ท่าประสานนิ้วนี้ เมื่อผู้ใช้ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิอันแน่วแน่ จะสามารถบังคับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สภาพบรรยากาศอันกดดัน และผนึกสมาธิให้ตั้งมั่นได้อย่างสูงสุด อันนี้ก็ไม่รู้ว่า จะสามารถล่องหนปล่อยไฟได้เหมือนในหนังมั๊ยนะครับ เพราะยังไม่เคยลอง อนึ่ง รากฐานของการประสานมือนี้ ถูกผนึกเข้ากับการกำหนดลมหายใจ ตามแบบวิปัสนาพุทธด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่ดูหนังหรืออ่านการ์ตูนแล้วเห็นนินจาทำท่านี้ล่ะก็ เค้าไม่ได้สวดมนตร์หรอกครับ แค่ผนึกสมาธิ ไอ้จะปล่อยพลังก้อนโตๆออกมาระเบิดศิลาเป็นผงนั้น เป็นไข่และสีสันจากผู้สร้างเสียมากกว่า น้องๆที่กำลังจะเอนท์ จำไปไว้ใช้ก่อนอ่านหนังสือก็คงไม่เลวดอกนะครับ

0006_36.jpg
อาวุธของนินจา

นินจาเชี่ยวชาญในอาวุธหลายๆประเภท สารพัดชนิดที่จะคิดขึ้นมา นั่นก็เพราะภารกิจหลักของนินจาคือ แฝงเร้น-สังหาร-ถอนตัว ครั้งจะแบกดาบดุ้นเบ้อเริ่มเข้าไปโต้งๆแบบซามูไร มันก็ออกจะเอิกเกริกเกินควร อาวุธของนินจาจึงมาในแนวคิดที่ว่า จิ๋ว-เล็ก-เงียบ และสารพัดประโยชน์ครับ อาวุธแต่ละอย่างต้องสามารถพกพาได้สะดวก แบบว่าพกแพ็คเป็นแพ็คไว้ได้ในคราวเดียว อาวุธเหล่านี้ ก็เช่น ธนู กริช มีด โซ่ติดเคียว ระเบิดควัน ลูกดอก รวมทั้งแม่แบบแห่งอาวุธของนินจา นั่นก็คือดาบ โดยดาบของนินจา จะแตกต่างจากดาบซามูไรค่อนข้างมาก เล่มเล็ก บางเรียว แต่คม..สั้น เน้นการแทงเป็นหลัก ประมาณว่า พอลอบเข้าไปในปราสาทศัตรู สามารถชักออกมาเชือดยามหรือหน่วยระวังภัยที่พบเห็นได้ โดยไม่เป็นที่เอิกเกริก ลองนึกภาพนินจาที่สะพายดาบเล่มโตเท่าตาคลาวด์ แห่ง Final7 หรือ นายกัวจาก Berserk สิครับ ดูจืดซะเมื่อไหร่กัน และก็เพราะอาวุธส่วนใหญ่ของนินจาไม่ใช่อาวุธหนักที่ใช้ปะทะตรงๆ เมื่อเจอกองระวังภัยของศัตรู นินจาจึงต้องมีอาวุธเสริมสำหรับช่วยในการหลบหนี เช่น ปาระเบิด วางเรือใบบก เป็นต้นครับ

0006_37.gif


 
0006_38.gif


 
อาวุธนินจาสารพัดแบบ จะเรียก Ninja Utilities ดีไหมนะ?


อาวุธที่โด่งดังที่สุดของนินจาน่าจะเป็น ชูริเคน หรือบ้านเราเรียกดาวกระจายครับ เครื่องหมายการค้าของเค้าว่างั้นเหอะ จุดประสงค์ของการใช้ชูริเคนนี้ ใช้ในการสกัดกั้นการเคลื่อไหว การหนี-ติดตาม ของศัตรู มากกว่าจะใช้เป็นอาวุธหลักในการสังหาร รัศมีทำการขึ้นอยู่กับพลังข้อมือรวมทั้งการฝึกฝน ถ้าแม่นหน่อยก็เข้าหน้าผากทีเดียวจอดสนิท นอกนั้นก็มีพวกเหล็กแหลม เข็ม ลูกดอกยาวที่เอาไว้ใช้เป่า ส่วนใหญ่อาวุธพวกนี้ต้องเคลือบยาพิษบ้าง ยาชาบ้างเอาไว้ เพราะพิษสงของมันหาได้ทำให้ตายใน Hit เดียวไม่ (ยกเว้นจะปาชูริเคนแบบ 18 Hit-Combo ซึ่งไม่ง่ายนัก)

เข็มพิษยังเป็นอาวุธโปรดปรานของบรรดาคุโนอิชิ หรือ นินจาสาว อ๊ะ... อย่าเพิ่งทำตาโตนะครับ นินจาก็มีผู้หญิงเหมือนกัน เป็นจารสตรีที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เฉพาะอย่าง เมื่อถึงเวลา พวกเธอจะทำการสังหารเหยื่อโดยใช้เข็มอาบยาพิษขนาดเล็ก เนื่องจากเมื่อจิ้มเหยื่อไปแล้ว สามารถดึงออกมาได้อย่างไร้ร่องรอย เพราะไม่มีบาดแผลขนาดใหญ่ปรากฏ ว่ากันว่านินจาในปัจจุบัน มีอาวุธไฮเทคขนาดเล็ก เช่นปากกาที่ยิงกระสุนแรงอัดสูง กระดุม ต่างหูที่ปาไประเบิดบึ้ม หรืออะไรต่อมิอะไรที่ เจมส์ บอนด์ ยังอายอยู่ด้วย นินจาเหล่านี้ปัจจุบันสังกัดหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของญี่ปุ่นครับ เท็จจริงอย่างไรนายโซนิคไม่กล้ายืนยัน

0006_39.jpg


 
นินจาหญิงหรือคุโนอิชิ ผู้ยอมสละความเป็นหญิงเพื่อบรรลุภารกิจของส่วนรวม


 
0006_43.jpg


 
ดาบของนินจา ซึ่งมีลักษณะต่างจากดาบของซามูไรอย่างเห็นได้ชัด



shuriken-icon-s05.gif
อื่นๆอีกมากมาย... ของนินจา

นินจาที่เก่งสารพัดของเรานี้ ถ้าจะให้สรุปว่าอย่างไหนของนินจาน่ากลัวที่สุด ก็ต้องขอตอบว่า "พิษ" ล่ะครับ เพราะการโจมตีซึ่งๆหน้าระวังง่าย การใช้พิษร้ายสิระวังยาก นินจาจะมีความชำนาญเกี่ยวกับยามากเป็นพิเศษ ทั้งชนิดและปริมาณ กะได้ว่าใช้ขนาดแล้วอัมพาตกิน สลบ หรือตายไปเลย พิษที่พวกนินจาใช้ ส่วนใหญ่จะสกัดมาจากสัตว์ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น แมลงป่อง ปลาปักเป้า พิษงู ซึ่งอันนี้จะมีผลมากเวลาซึมเข้าบาดแผล นินจาจึงมักใช้อาบอาวุธของตน

ยังมีพิษอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งได้ผลดีเมื่อศัตรูกินเข้าไป นั่นคือพิษจากพืชชนิดต่างๆ นับว่าเป็นภูมิปัญญานินจาทีเดียวล่ะครับ ที่รู้จักสกัดสารซึ่งวงการแพทย์เพิ่งรู้จักมาเมื่อไม่กี่สิบปีนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เมล็ดของแอปเปิล พลัม แอลมอนด์ บางทีก็ใบมะเขือเทศ ที่ยอดนิยมที่สุดก็พิษจากเห็ดตระกูลต่างๆ นอกจากนี้ นินจายังมีวิชาพิเศษที่เรียกว่า "อาเทมิ" หรือการย้ำจุด เป็นการใช้พิษแต้มเข้าไปที่จุดเฉพาะบางจุดของร่างกาย อาจเป้นการสัมผัส หรือการจี้ (อันนี้ใช้นินจาหญิงทำน่าจะเวิร์คกว่า หึ หึ..)
ท้ายที่สุด นินจายังมีวิชาที่สมัยใหม่เค้าเรียกว่า"การแทรกซึม"อยู่ ภาษานินจาคือ เฮนซึจัตสุ โดยการปลอมตัวในรูปแบบต่างๆเข้าไปปะปนอยู่ในแนวหลังของศัตรู สมัยก่อน อาชีพที่นินจานิยมปลอมกันก็เช่น พ่อค้า นักละครเร่ ซึ่งพวกนี้มักเข้าๆออกๆเมืองต่างๆอยู่เสมอ จึงยากที่จะจับพิรุธหรือสืบสาวราวเรื่อง เคล็ดลับอีกประการก็คือ รู้จักใช้คุณลักษณะทางเพศมาหลอกล่อ ให้คนที่ใกล้ชิดตายใจ สามารถปะปนและล้วงความลับข่าวสารที่ต้องการได้อย่างไม่ยากเย็น

ฟู่... เหนื่อยเหมือนกันแฮะ แต่ยังไม่จบเท่านี้นะครับ ยังมีเรื่องเล่าอันเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆของนินจา ที่ผมยังเล่าไม่ครบ ส่วนสำคัญคงเป็นตำนานของนินจา เหตุการณ์สำคัญที่โยงใยกับประวัติศาสตร์ เช่น การลอบสังหาร โอดะ โนบุนางะ นินจาคนสำคัญๆ เช่น ซารุโทบิ ซาสึเกะ, อิชิคาวะ โกเอม่อน, ฮัตโตริ ฮันโซ, ฟูมะ โคทาโร่ หรือแม้แต่ซามูไรฉายาสิงห์ตาเดียว ยางิว จูเบย์ ซึ่งมีลูกน้องนินจาที่เก่งกาจอีกเป็นขโยง เพียงแต่วันนี้ชักรู้สึกนอกเรื่องของ The Myth มากไปหน่อยแล้ว ถ้าใครสนใจก็เมล์มาทวงได้นะครั

ตามรอยเจสันกับขนแกะทองคำ

ในบรรดาตำนานที่ยิ่งใหญ่ของโลก มักมีเรื่องตำนานการผจญภัยของวีรบุรุษ และมีตำนานที่มีเรื่องเล่าขานกันมากว่า 3,000 ปี

ตำนานเจสัน และลูกเรืออาร์โก นั้น เป็นตำนานคลาสสิกที่เกี่ยวข้องกับการผจญภัย ของวีรบุรุษ ครับ เหมือนกับ มิชชั่น อิมพอสซิเบิล ฉบับโบราณเลยนะครับ มันมีองค์ประกอบทุกอย่างของเทพนิยาย วีรบุรุษ และเจ้าหญิง เวทมนต์ และมังกร รวมไปถึง โศกนาฏกรรม
เป็นเรื่องของการเดินทางในทะเล การเดินทางไปที่ที่ ไม่มีใครรู้จัก ไปยังดินแดนที่พระอาทิตย์ขึ้น ถ้าจะพูดในแบบตำนานสมัยใหม่หละก็ งานของเจสันก็คือ ไปยังที่ที่ไม่เคยมีใครไปมาก่อนนั่นเอง

 เหมือนตำนานกรีกหลายเรื่อง ที่เริ่มต้นแบบนองเลือด เพเลอัส ลุงที่ชั่วร้ายของเจสัน ได้ยึดบัลลังค์และขับไล่กษัตริย์ ไอโอคัส ซึ่งเป็นพ่อของเจสัน เพื่อความปลอดภัย เพเลอัสต้องฆ่าเจสัน แต่ว่าเจสันหนีรอดไปได้


สำหรับเจสัน เทพเจ้าได้กำหนดชีวิตที่ต่างไปให้กับเขา เหมือนกับ ไลออนคิงค์ หรือแฮรรี่พอตเตอร์ เจสันพบกับความตายและการสุญเสีย เขาโตขึ้นมาที่เขา เพลิออน ตอนกลางของกรีก ซึ่งเป็นเขาวิเศษลูกหนึ่ง เทพเจ้าจะมาจากเขา โอลิมปัส และใช้เวลาหน้าร้อนพักผ่อนที่ เพลิออน

รวมไปถึง แอสพิลิออส บิดาแห่งการแพทย์ ก็มาที่นี่ด้วยครับ ที่แห่งนี้ คือ ภูเขาของเซนทอร์ โดยเฉพาะตัวที่ชื่อว่า ไครอน เขาเป็นอาจารย์ ของอาคิลิส ครับ วีรบุรุษในสงครามกรุงทรอยนั่นเองครับ

แม้กระทั่งในปัจจุบัน เวลาคุณพูดกับชาวกรีก เทพเจ้าและ วีรบุรุษ นั่นเป็นเรื่องจริงทั้งหมด หลายคนย้ำว่า บางส่วนมีพื้นฐานมาจาก ประวัติศาสตร์ เพราะมีต้นกำเนิดมาจาก สถานที่จริงครับ เช่น เขา เพลิออน แต่ตำนานมักจะถูกใส่สีสันด้วย จินตนาการ เทพนิยาย และรายละเอียดในชีวิตจริง จนกลายเป็นเรื่องที่สนุกสนานขึ้นมาครับ

ตำนานของเจสัน ก็เป็นแบบนั้น ผู้ที่สุญเสียพ่อแม่ไป และถูกเลี้ยงจนโตที่เขา เพลิออน โดยเซนทอร์ ผู้ใจดีครับ เป็นครึ่งคนครึ่งม้า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น คุณก็เข้าสู่โลกเทพนิยายแล้วครับ

เมื่อเขาอายุ 20 ปี เจสัน ออกจากเขา เพลิออน เพื่ออ้างสิทธิ์ของเขา ก็คือ อาณาจักรของพ่อเขา ระหว่างทางนั้นเขาเสียรองเท้าไป ตอนช่วยหญิงชราข้ามแม่น้ำ ซึ่งแท้จริงก็คือ เทพี ฮีรา เทพอุปถัมภ์ของเขาเองที่ปลอมตัวมา จากนั้น เจสัน ก็มุ่งหน้าไปยังที่ราบ ไอโอคัส เพื่อไปยังวังของลุง



แม้เพลิอัส จะช่วงชิงบัลลัง แห่งไอโอคัสมาได้ แต่ก็ทรงรู้สึกไม่สบายใจ มีคำพยากรณ์จากวิหารเดลฟีว่า ให้ระวังคนแปลกหน้าที่ใส่รองเท้าข้างเดียว เมื่อเจสันมาถึง และอ้างสิทธิ์บัลลังอย่างกล้าหาญ เขาก็หลาดกลัวมาก กฎศักดิสิทธิ์ แห่งการเป็นเจ้าบ้านทำให้ เขาทำร้ายเจสันตรง ๆ ไม่ได้ แต่ เพลิอัส นั้นเจ้าเลห์ เขาเลยพูดกับเจสันว่า "บอกข้าสิเจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้าเห็นข้า และต้องเผชิญหน้ากับคนที่มาทวงบัลลัง เจ้าจะทำอย่างไร" เจสันตอบว่า "ข้าจะส่งเขาไปทำงาน ที่ไม่มีใครทำได้ นอกจากเทพเจ้า" เพลิอัสก็ตอบไปว่า "ดีมาก งั้นถ้าเจ้าอยากได้มงกุฎ ข้า เจ้าจะต้อง ไปเอาขนแกะทองคำ มาให้ข้าก่อน"


แล้วขนแกะมาจากไหนกัน ?

ขนแกะมาจากของขวัญจากจอมเทพซุส ครับ แกะตัวนั้นได้บินไปทางตะวันออก ดินแดนซึ่งพระอาทิตย์ขึ้น ที่นั่น กษัตริย์ซึ่งเป็นบุตรของสุริยเทพ ได้บูชายันแกะนั้น และแขวน ขนแกะไว้บนต้นไม้ศักดิสิทธิ์ และมีมังกรคอยเฝ้า เป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมนุษย์คนใด ไปเห็นมาก่อน

ธรรมเนียมของกรีก ได้เปิดให้ตำนานของเจสัน อยู่ในยุคในสมัยวีรบุรุษสงครามกรุงทรอย หรือยุคไมซิเนียน มันดูเหมือนเทพนิยาย แตว่าทรอยเป็นเพียงแค่นิยาย จนกระทั่งนักโบราณคดีได้ค้นพบหลักฐาน โดย ดร. อดีมี ซิสมานี ในปี 2001 ก็มีการค้นพบที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือวังไอโอคัส ในยุคสำฤทธิ์ ซึ่งวังยังอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายครั้งสุดท้าย

 


วังนี้แก่าแก่ ถึง 1200 ปี ก่อนคริสกาล เป็นตำนานที่เกิดขึ้น มีการถูกทำลายบริเวณกำแพงด้วย


คำถามสำคัญก็คือ นี่คือวังของเจสันใช่หรือไม่ สถานที่ที่อยุ่ในบทกวีโบราณ ถึงจะมีการค้นพบเหล่านี้แล้ว เมื่อเกี่ยวข้องกับเรื่องตำนาน นักประวัติศาสตร์ต้องรอบคอบกันหน่อยครับ ดร. อาดีมี ซิสมานี บอกว่า ในฐานะนักโบราณคดีแล้ว ยังไม่ส่วนสรุปว่า นี่เป็นวังของเจสันครับ เพราะไม่มีการสลักชื่อของเขานั่นเองครับ แต่ที่นี่ เป็นศูนย์กลางอำนาจของไมซิเนียน ที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้นครับ

ในปลายยุคสัมฤทธิ์ ประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสตกาล ไอโอคัส เป็นอาณาจักรทางเหนือของกรีก เป็นท่าเรือสำคัญตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการผจญภัยครั้งสำคัญ มันต้องเกิดขึ้นที่นี่แน่ครับ

แต่การจะเดินทางไปที่ขอบโลกนั้น คุณจะต้องมีเรือสักลำหนึ่ง และไม่ใช่เรือธรรมดาซะด้วย เป็นเรืออาร์โก ที่สร้างขึ้นจากไม้ที่ภูเขา เพลิออน

อาร์โก หมายถึงรวดเร็ว ชาวกรีกบอกว่าเป็นเรือลำแรกที่มี ชื่อ และมีบุคลิกเฉพาะตัว

 



ตอนที่พวกเขาสร้างเรืออาร์โก พวกเขาใช้ไม้จากป่าโดโดนา ไม้วิเศษ ไม้ที่พูดได้ ไม้โอ๊ก จากโดโดนา ตอนนี้เจสันต้องการลูกเรือ แต่ไม่ใช่จะเป็นใครก็ได้ครับ เขาไม่ได้เดินไปตามชายฝั่งเมืองบัวโรส เพื่อหาลูกเรือ ตำนานบอกว่าลูกเรือของเขาเป็นคน ที่มีชื่อเสียง ในยุควีรบุรุษทั้งนั้น และมีชื่อเสียงที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

ชื่อลูกเรือ เฮอร์คิวลิส แฮกเคลส ออฟิอุส แคสเตอร์ ออลิเดสคิส เทซิอัส ทุกคนมีความสามารถพิเศษ อาทาแลนตา นักวิ่งที่เก่งกาจ เป็นผู้หญิงคนเดียว ในกลุ่มลูกเรือ ตำนานบอกว่าเจสัน แล่นเรือออกจากกรีกไปยัง เคากิส ปัจจุบันคือประเทศจอร์เจีย แต่กวียุคแรกเห็นเป็นอีกแบบหนึ่ง คือทะเลดำเป็นมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งล้อมโลกเอาไว้ การเดินทางกล่าวกันว่า เป็นการเดินทางสู่ขอบโลก

ในตำนานกรีก เซนทอร์ ไครอน เป็นคนแรกที่เป็นแพทย์ และที่เขานี้ ก็มีสมุนไพรหลายชนิดครับ ชื่อของเจสัน ในยุคสำฤทธิ์ หมายถึงผู้ที่รักษา

ไดรอน เลี้ยงเจสัน จนเติบโตขึ้นมาครับ ในสมัยโบราณ ตำนานเล่าว่ามีพิธีกรรมแปลก ๆ ที่นี่ครับ ผู้ชายจะมาถึงที่ถ้ำนี้ โดยคลุมตัวด้วยขนแกะ ที่เพิ่งถูกฆ่ามาใหม่ ๆ บางคนบอกว่ามีการบูชายันมนุษย์ด้วย การศึกษากรีกโบราณบอกว่า ในช่วงหน้าร้อนคนโบราณจะมาที่ถ้ำนี้ แต่งตัวด้วยขนแกะ พิธีกรรมแบบนี้ มีถึงช่วงเปลี่ยนศตวรรษครับ เมื่อประมาณ 100 ปีที่แล้ว

นั่นคือเบาะแสแรกที่นำไปสู่ความเชื่อโบราณ ที่ทำให้เกิดตำนานเรื่องเจสัน ตำนานแสดงออกถึงความคิด ความหวัง และความกลัวที่ลึกที่สุดของเรา โดยเฉพาะตำนานกรีก วีรบุรุษมักจะอยู่อย่างไม่เป็นสุขตลอดไปครับ
ในที่สุดเรืออาร์โก ก็มาถึง แม่น้ำแฟซิส ในดินแดนเคาคิส หรือจอร์เจียในปัจจุบัน ในตำนานกรีกในช่วงแรก ที่นี่คือขอบโลกครับ

ปัจจุบันแม่น้ำแฟซิส ถูกเรียกว่า เลโอนี วีรบุรุษโบราณอาจเข้าไปในแม่น้ำแฟซิส

สิ่งที่แปลกก็คือ พวกลูกเรืออาร์โก เดินทางมาถึงเคาคิส โดยไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะเอาขนแกะทองคำมาได้อย่างไร พวกเขาคิดว่าต้องทำสงคราม วีระบุรุษบางคนชอบการใช้กำลัง แต่เจสันเสนอวิธีที่นุ่มนวลกว่า เขาพูดว่า "สหายข้า พวกท่านจงรอบนเรือนี้ ข้าจะไปพบกษัตริย์ของพวกเขา ข้าจะคุยกับเขา และ ดูเขาว่าหยิ่งผยองและทะนงในอำนาจหรือเปล่า หรือเขาเป็นมิตร บางทีเราอาจต่อรองกับเขาได้ เพื่อแลกกับขนแกะทองคำ" วีรุบุรษของกรีกอาจรบกับพวกเขา

สำหรับชาวกรีกเมืองเคาคิส เป็นดินแดนต่างถิ่นอันชั่วร้าย ซึ่งปกครองโดยกษัตริย์อันโหดเหี้ยม เอเออทิส อำนาจของเขาขึ้นอยู่กับการรักษาขนแกะทองคำเอาไว้ พวกเขาเรียกเมืองนี้ว่า เออา ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ไหนสักแห่งริมน้ำ หรือริมหาด ลึกเข้าไปจากชายฝั่ง แต่ว่าเมืองนี้มีจริงหรือไม่ นักโบราณคดี พยายามขุดแถบนี้ ในจอร์เจีย เพื่อหาเมืองแห่งสุริยะเทพ

ในช่วงปี 1870 มีข่าวลือว่า มีการค้นพบมันใกล้กับเมืองวานี หลังจากมีฝนตกเครื่องประดับทอง แหวนเพชร สร้อยคอ ถูกชะออกมาจากหน้าผา ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก็เขียนว่า ทั้งเนินเขา เต็มไปด้วยเงินทองมากมายครับ

เรื่องทองของเมืองเคาคิส ดึงดูดได้แม้กระทั่ง ไฮลิส ชาลีมาล นักขุดค้นเมืองทรอยที่มีชื่อเสียง เขาเป็นผู้ค้นพบเพชรพลอยของเฮเลน และหน้ากากของอกาเมนอน บางที ชาลีมาล อาจหวังว่า เขาอาจเจอขนแกะทองคำด้วยซ้ำไป และนักโบราณคดีเจอทองมากมายที่เมืองวานี และที่กำแพงเมืองเคาคิส เมืองนี้รุ่งเรืองในปีที่ 600 ปี ก่อนคริสตกาล หลังยุคสำฤทธิ์ไปนานเหมือนกัน เป็นช่วงที่ชาวกรีกเริ่มสร้างอาณานิคมแห่งนี่ขึ้นที่นี่ ทำให้ตำนานนี้ ก็อยู่ที่จอร์เจียตั้งแต่นั้นมา


 



เมืองเคาคิส ที่นักเขียนชาวกรีกได้บรรยายเอาไว้มีการต่อสู้กันมาหลายชั่วคนแล้ว สำหรับชาวกรีกโบราณ เป็นภาพลักษณ์ของชนป่าเถื่อนโดยแท้จริง ในสังคมที่มีความภักดีต่อกลุ่มเป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับ การต้อนรับขับสู้นั้น เป็นการแสดงถึงอำนาจ อีกด้วยครับ ผู้หญิงได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ ผู้ชายเป็นใหญ่ และลูกสาวต้องเชื่อฟังพ่อทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงาน

นักเล่าเรื่องสมัยโบราณ เล่าเรื่องการเดินทางกลับกรีกของเจสัน ไว้หลายรูปแบบครับ บ้างก็ว่าเรืออาร์โก วิ่งอ้อมไปทางทิศตะวันออก ของโลก และย้อนขึ้นไปยังทางทะเลทรายของแอฟริกา บ้างก็ว่า เขาผ่านทะเลอาร์คติกที่หนาวเหน็บ ผ่านอังกฤษ และผ่านเสาหิน แห่งเฮอร์คิวลิส หรือ ช่องแคบยิบรอลตา

อโพโลเนียส บอกว่าพวกเขา แล่นขึ้นไปผ่านแม่น้ำ ดาร์นูบ และแล่นเรืออาร์โก ผ่านยุโรปกลาง ไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ทุกคนเห็นพ้องว่า พวกเขากลับมาที่เกาะเล็ก ๆ ชื่อว่า อนาฟี ซึ่งเทพอพอลโกขึ้นมาช่วยพวกเขา จากพายุลูกสุดท้าย

คุณอาจคิดว่าตำนานจะจบลงตรงนั้นครับ เจสันและมีเดียกลับไปที่กรีก และสาบานว่าจะรักกัน และอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป แต่ตำนานกรีกไม่ใช่แบบนั้นครับ มีมนุษย์ไม่กี่คนที่จะอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป มนุษย์เกือบมีสถานะเกือบจะลูกหลานของปวงเทพ พวกเขาสามารถทำตามคำทำนายได้ทุกอย่างครับ ได้รับการปกป้องจากองค์ราชินีเทพ แต่ถ้าคุณล้ำเส้นหมดแสดงความนับถือ ตามสำควรต่อเทพเจ้าและเพื่อนมนุษย์ด้วยกันแล้ว ถ้าคุณผิดคำสาบาน กรรมก็จะตามคุณทัน คุณก็จะพบชีวิตอันเจ็บปวดอย่างแท้จริง


 



เมื่อเจสันเอาขนแกะทองคำเดินทางกลับเมือง ไอโอคัส พร้อมมิเดีย กษัตริย์ เพลิอัส ลุงที่ชั่วร้ายแปลกใจที่ได้เห็น เจสัน มีเดียได้ใช้เวทมนต์เพื่อกำจัดเพลิอัส เธอล่อลวงลูกสาวว่าพวกเธอจะชุบชีวิตพวกเขา สับร่างและนำ ไปต้มในหม้อใหญ่ เพลิอัสจึงได้ตาย และเจสันก็ได้เป็นกษัตริย์ตามคำทำนาย พวกเขามีความสุขระยะหนึ่ง มีเดียมีลูกชายสามคน แต่ประชาชนเมืองไอโอคัส กลัวมีเดียและเวทมนต์ของเธอ ในที่สุด พวกเขาเนรเทศเจสันและครอบครัว ให้ออกจากเมืองไป

พวกเขามาทางใต้ที่เมืองคอริน จากตำนานที่แสดงถึงธรรมชาติที่โหดร้าย ความเป็นจริงที่ดำมืดของชีวิต เป็นแง่มุมที่ไม่เคยปรากฏในหนังฮอลลิวู้ด และเป็นแง่มุมที่ทำให้เรื่องนี้ เป็นตำนานกรีกที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่แค่เทพนิยาย

ที่คอรินนี่เองที่เจสันผู้มีชื่อเสียง ได้เป็นกษัตริย์ เขาได้รับการเสนอเจ้าหญิงแสนสวยคนหนึ่ง ให้เป็นภรรยา เขารับ และผิดคำสัญญาที่ให้ไว้ กับมีเดีย แน่นอนครับ มีเดียไม่ใช่ตัวละครธรรมดาเท่านั้น เธอมีเทพเจ้าและมนุษย์เป็นบรรพบุรุษ อีกด้วย เพื่อที่จะแก้แค้น ในสิ่งที่สามีของเธอได้ทำเอาไว้ เธอได้สังหารลูก ๆ ทิ้ง

คุณอาจคิดว่า อาชญากรรมที่มีเดียได้ทำขึ้น เป็นการแต่งแต้มของกวีล้วน ๆ มันอาจเป็นแบบนั้นครับ แต่มีการค้นพบที่แปลกประหลาดเกิดขึ้น บริเวณอ่าวใกล้เมือง คอริน

คนโบราณเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยความหลักแหลมครับ ที่นั่นมีวิหารของฮีรา ซึ่งเป็นราชินีของเทพเจ้าอยู่ด้วย วิหารนี้สร้างขึ้นโดยมีเดีย และมีหลุมศพของลูก ๆ ที่ถูกสังหารอยู่ด้วย รวมทั้งรูปปั้นของผุ้หญิงที่กำลังตื่นกลัว รู้จักกันในชื่อ ความหวาดกลัว แล้วมีเดียถูกลงโทษ เธอกลายเป็นอมตะ เทพเจ้าปกป้องลูกหลานของตน พวกเขาพาเธอกลับเขาโอลิมปัส และให้สามีใหม่กับเธอ อาคิลิส ผู้ยิ่งใหญ่ วีรบุรุษที่แท้จริง


 



สำหรับเจสันแล้ว เรื่องของเขาจบลงเหมือนกับตอนที่เริ่มต้นนั่นแหละครับ เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยว กับรองเท้าเพียงข้างเดียว เขาเดินทางกลับไปที่ ไอโอคัส ด้วยสิ่งทำให้เขามีชื่อเสียงขึ้นมา เรือลำเก่าของเขาครับ เรืออาร์โก เรือเก่าของเขาลำนี้ ตั้งอยู่ที่ชายฝั่งขณะที่เขา นั่งร้องไห้อยู่ในเงามืด เพียงผุ้เดียวครับ คานวิเศษและหัวเรือที่พูดได้นั้น ได้หักลงมาทับเขาจนเสียชีวิตลงไป เทพเจ้าสร้างเขาขึ้นมา และเทพเจ้าก็ได้ทำลายชีวิตของเขาในทีสุดครับ

ตอนเริ่มการเดินทางนั้น เจสันยังหนุ่ม และอ่อนประสบการณ์ เมื่อออกจากภูเขาเพลิออน เขาถึงกับร้องไห้ออกมาด้วย มีบางอย่างที่ดูไม่เป็นวีรบุรุษสำหรับเจสันอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเขานั้น ล้วนเกี่ยวกับเรื่องดวงทั้งนั้นเลย ถ้านึกถึง วีรบุรุษคนอย่างอย่าง อคิลิส ความสามารถของเขาคือ ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องคิดเลยครับ โอดิสซีอุส ก็คือ ความพยายามและความเจ้าเลห์ ซึ่งต่างจากเรื่องของเจสันอย่างสิ้นเชิงครับ

เจสันไม่ใช่หนุ่มแกร่ง เขาไม่ใช่นักฆ่า และอ่อนไหวต่ออำนาจของสตรีเพศ ที่จริงแล้วความสัมพันธ์ ของเจสันกับผู้หญิง เป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของเขา ก้เหมือนกับวีรบุรุษคนอื่นในโลกของตำนาน เช่น กิลกาเมช กษัตริย์ อาเธอร์ หรือแม้แต่ เจมส์บอนส์ พวกเขาประสบความสำเร็จได้จากความช่วยเหลือจากผู้หญิง

อย่างที่นักเขียนโบราณบางคนเข้าใจ การเดินทางนี้ยังทดสอบทางจิตใจอีกด้วย คือการริเริ่มในการเสาะแสวงหา โดยเจสันเริ่มที่เกาะเลมนอส


0137_11[1].jpg



ขณะที่พวกเขาเข้าใกล้เกาะ พวกลูกเรืออาร์โกคิดว่าพวกเขาจะ ต้องเผชิญกับบรรดานักรบ แต่พวกเขาต้องแปลกใจ เพราะพบว่านักรบพวกนั้น เป็นผู้หญิง ราชินีของพวกเธอ ฮิซิพิเล เป็น คนแรกที่ออกมาเจรจา เธอไม่ได้แต่งชุดออกรบและ กล่าวว่า "คนแปลกหน้าไม่ต้องกลัว ไม่มีใครปกป้องเรา เราเสียผู้ชายทั้งหมดเมือง" เธอบอกว่าผู้หญิงบนเกาะเลมนอส ถูกเทพธิดาแห่งความรักสาป ทำให้ผู้ชายทิ้งพวกเธอไปหาหญิงอื่น และไปจากเกาะนี้ เธอพูดต่อว่า "ขอเชิญท่านให้อยู่กับเรา ที่นี่ และหากท่านสามารถเลือกหญิง ที่ท่านพอใจ"

แน่นอนครับ มันดูเหมือนเทพนิยาย แต่ตำนานผู้หญิงบนเกาะเลมนอสนี้ รู้จักเมื่อ ศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล สถานที่ที่เกิดขึ้น เลมนอสในยุคสำฤทธิ์ เป็นเมืองแรก ๆ ของยุโรป นำเข้าโลหะจากชายฝั่งทะเลดำ ระหว่างไปเคาคิส ดินแดนแห่งขนแกะทองคำ

แต่ ผู้หญิงชาวเลมเนียน ถูกเทพธิดาแห่งความรัก สาปให้ตัวมีกลิ่นเหม็นจน ผู้ชายหนีไปหมด ตำนานที่ประหลาดนี้มาจากไหนกัน ผู้หญิงในเมืองเลมนอสยุค สำฤทธิ์นั้น ชำนาญในการย้อมผ้า พวกเธอใช้สีย้อมที่ทำมาจากต่อมของหอยทากทะเล ผสมกับ ปัสสาวะ มนุษย์ ซึ่งให้สีที่สดใส แต่มีกลิ่นเหม็นที่สุดในโลก นี่คือเบาะแสความเป็นจริงในยุคสำฤทธิ์ ที่อยู่เบื้องหลังตำนานหรือไม่

เมื่อพวกลูกเรืออาร์โก ร่วมรักกับพวกเธอ คำสาบก็จะหมดไป แต่ผู้หญิงเมืองเลมนอส มีความลับที่ดำมืดครับ สิ่งที่พวกเธอไม่ได้บอกเจสันก็คือ พวกเธอสังหารพวกผู้ชายทุกคน โดยหลอกให้ดื่มเหล้าในคืนหนึ่ง และจับยัดในถุง และเอาไปทิ้งที่ทะเล พวกเธอโยนพวกเขาที่หน้าผา ที่ชื่อตรงกับตำนาน คือ เพทาซา ซึ่งแปลว่าโยนในภาษากรีก ในตำนานนั้น ที่ผู้หญิงชาว เลมเนียน โยนพวกผู้ชายลงทะเลครับ


jason-and-argo-e09.jpg



บ่อยครั้งในตำนานกรีก ที่เทพนิยายกลายเป็นเรื่องเล่าและแปลก และโหดร้าย ราชินี ฮิซิพิเล หลงรักเจสัน และขอให้เขาอยู่กับเธอ และดูแลลูกชายกับเธอ แต่เจสัน เป็นวีรบุรุษการผจญภัยนี้ เขาต้องเดินทางต่อไป

ในยุคสำฤทธิ์ ในช่วงฤดูหนาว มีมรสุม ซึ่งชาวกรีกส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในบ้าน ส่วนเจสัน เขาคงเดินทางในช่วงหน้าร้อนเพราะไม่ต้องเสี่ยงกับโพไซดอน เทพแห่งท้องทะเลครับ และแล้วเจสัน ก็มาขึ้นฝั่งที่เกาะซาโมเทส ที่อยู่ของเทพผู้ยิ่งใหญ่ และลึกลับ แต่พวกเชาต้องมีเวทมนต์คุ้มกัน ก่อนจะผ่านในในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก


0137_7[1].jpg



เพื่อไปให้ถึงทะเลดำ พวกลูกเรืออาร์โก ต้องแล่นเรือฝ่ากระแสน้ำที่รุนแรง ซึ่งไหลออกมาจากมหาสมุทรที่ยิ่งใหญ่ ผ่านช่องแคบบอสฟอรัส

อิสตันบูล ซึ่งครั้งหนึ่งก็คือ คอนสแตนดินโนเปิล เมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกครับ ปัจจุบันเมืองอิสตัสบูลของชาวตุรกี เป็นจุดตัดระหว่างทวีปยุโรปกับเอเชีย เมืองนี้สร้างขึ้นโดยชาวกรีก ประมาณ ปีที่ 700 ก่อนคริสตกาล ตำนานบอกว่า เจสัน เป็นคนที่สร้างวิหารแรกในเมืองนี้ครับ เป็นการเริ่มต้นการสร้างอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ แห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เป็นการเปิดทางให้อารยธรรมกรีก สู่ทะเลดำ และรัสเซียใต้ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นกลางศตวรรษที่ 6 เกือบพันปีแล้วที่ที่นี่เป็นโบสถ์หลักของกรีกออรเทอร์ดีอกซ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางโลก คริสเตียน ของชาวกรีกทั้งหลาย ซึ่งประสบความสำเร็จในโลกโบราณครับ

อุปสรรคของเจสันคือ ต้องผ่านช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งมีหน้าผาหินกระทบกัน มันจะบดเรือทุกลำที่ผ่านเข้าไป มีเพียงชายคนเดียว ที่รู้วิธีผ่านเข้าไป นั่นคือ พิเนียส ผู้มองเห็นอนาคต เขาถูกเทพเจ้าทำให้ตาบอด เพราะบอกเรื่องราวของอนาคตมากเกินไป

พิเนียส บอกว่า "ฟังนะเจสัน เกี่ยวกับโชคชะตาของเจ้า ข้าได้เปิดเผยในสิ่งที่เทพเจ้าอนุญาต ซุสจอมเทพ ตั้งใจให้มนุษย์ไม่เห็นทุกอย่าง ที่สวรรค์กำหนด แต่สำหรับหน้าผาหินนั้น ขณะเจ้าเข้าใกล้มัน จงปล่อยนกพิราบให้บินเข้าไปก่อน หน้าผาจะปิด ขณะที่มันเปิด เจ้าต้องรีบฉวยโอกาศและภายเต็มกำลัง เพื่อผ่านไป" เจสันถาม "ท่านครับ เราจะกลับไปยังกรีกได้ปลอดภัยไหม นั่นคือสิ่งที่เราอยากจะรุ้ "ฟีเนียส ตอบกลับว่า "ข้าพูดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว แต่จำไว้ว่า พันธมิตรที่ดีที่สุดของจ้าคือ อโพรไดตี้ เทพเจ้าแห่งความรัก ความสำเร็จในการเดินทางของเจ้า ขึ้นกับนาง ข้าพูดได้แค่นี้แหละ"

ดังนั้นเจสัน จึงเป็นชาวเรือคนแรกที่ผ่าน ช่องแคบนี้ไปยังโลกใหม่ในทะเลดำ เมื่อเรืออาร์โก ผ่านช่องแคบไปได้ มันก็เปิดกว้างและไม่เคยปิดมาอีกเลย ตามตำนานบอกว่า คุณจะเห็นแต่ทะเลกว้าง และขอบฟ้าที่เวิงว้าง ไกลสุดหูสุดตาครับ

บทกวีโรมันเกี่ยวกับเจสันกล่าวไว้ว่า มันถือเป็นชัยชนะ และจุดประกายให้กับจิตวิญญาณของคน ท่านเป็นเหมือนเพลงของนางไซเรน ที่สะกดให้เหล่าลูกเรือยอมเสี่ยงชีวิต

ตั้งแต่แรกขนแกะทองคำเป็นของขวัญจากเทพเจ้า ให้กับชาวกรีก มันเป็นหนทางก้าวเข้าสู่โลกใหม่ ซึ่งมีโลหะมากมาย และมีความรู้ในการถลุงโลหะ มีหลายคนที่พยายามผ่านช่องแคบบอสฟอรัส ไปยังทะเลดำ ก็คล้าย ๆ กับ เอลโดราโด ของคนโบราณเลยครับ จากตำนานรเรื่องเล่าบทกวี โศกนาฏกรรม เงินทองความมั่งคั่ง คนรวย ทั้งหมดนี้ทำให้เกิด ตำนานหนึ่งขึ้นมาได้

ีตามตำนานของชาวตุรกีที่ที่เรียกว่าแหลมเจสัน อย่างที่คนโบราณเรียก ชาวบ้านแถบนี้เล่าเรื่องอีกแบบว่า เจสัน มาได้ไกลสุดเพียงเท่านี้ เพราะเรืออาร์โก จมลงที่นี่ครับ ะจสันและพวกพ้อง ก็เลยตั้งรกราก และแต่งงานกับผู้หญิงชาว ท้องถิ่น มีคนกรีกสมัยโบราณสามคน ซึ่งพวกเขาเรียกว่า เอซอน ก็คือเจสัน แกริสัน และแซมซัน ตำนานของชาวบ้านเหมือนกับตำนานสร้างอาณานิคม

The Enigma: ซาลาดินผู้พิชิต หากพูดถึง บุคคลคนนี้ ชาวมุสลิมจะรู...

The Enigma: ซาลาดินผู้พิชิต หากพูดถึง บุคคลคนนี้ ชาวมุสลิมจะรู...: "ซาลาดินผู้พิชิต หากพูดถึง บุคคลคนนี้ ชาวมุสลิมจะรู้จักและเทิดทุนผู้นี้ยิ่ง แต่ในทางคริสศาสนา แล้ว ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บช้ำให้แก..."
ซาลาดินผู้พิชิต หากพูดถึง บุคคลคนนี้ ชาวมุสลิมจะรู้จักและเทิดทุนผู้นี้ยิ่ง แต่ในทางคริสศาสนา แล้ว ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บช้ำให้แก่พวกเขา เพราะเขาคือ ผู้เดียวที่มีอำนาจและเข้มแข็งพอจะผนึกกำลัง ฝ่ายอิสลาม เพื่อสู้กับพวกคริสเตียนได้ โดยนำกองกำลังทหาร รุกเข้าซีเรีย ราวปลายเดือนตุลาคม 1178
ในขณะนั้น นครศักดิ์สิทธิ์เยรูซาเลมตกอยู่ใต้ การปกครองของมุสลิมตั้งแต่ 638 ปี ก่อน คริสตกาล

แต่ในเดือนกรกฏาคม ค.ศ. 1099 ได้มีสงครามเลือดนองแผ่นดิน โดยฝ่ายนักรบครูเสดจากยุโรปสามารถ ยึดครองนครเยรูซาเลมไว้ได้ และเข้าตั้งรกรากพร้อมทั้งสถาปนารัฐของพวกครูเสดที่รู้จักกันโดยทั่วไปในนามของ เอาท์รีมเมอร์ (Outreamer) ตลอด 200 ปีต่อ และจากนั้น คริสเตียนและมุสลิมได้มี การรบสู้แย่งชิงดินแดนศักดิ์์สิทธิ์นี้เรื่อย มา จนมาถึงผู้นำคนสำคัญของฝ่ายมุสลิม ได้แก่ ซา อัดดิน ยูซุป อิบน์อูยุบ หรือ อัล นาซีร์ แต่นักรบครูเสดซึ่งเป็นศัตรูเรียกเขาว่า ซาลาดิน 

ซาลาดินเป็นชาวเคิร์ดครับ (เผ่าชนที่กำลังมีปัญหาอยู่ทางตอนเหนือของอิรัก) เกิด ปี ค.ศ. 1138 พ่อของเขาคือ "อายุบ" ส่วนลุงก็คือ "อาซัด อุลดิน ชิกู" ที่เป็นนายทหารปฏิบัติการอยู่กับ อิหมัด อัลดิน ชางกี เจ้าผู้ครองนครโมซุล ต่อมาซาลาดินก็ได้ปฏิบัติหน้าที่กับบุตรของชางกีนามว่า "นูร์ อัลดิน มาหมุด" ช่วยกันขยายอาณาจักรออกไปยังซีเรีย ที่อยู่ติดกับพวกเอาท์รีมเมอร์ ในปี 1166 นูร์ อัลดินส่งกองทหารใต้การบัญชาการของนำชิกู ลุงของซาลาดิน เข้าพิชิตอียิปต์ ซาลาดิน ตอนนั้นเขายังเป็นนายทหารอยู่ครับ

 หลังจากหลายปี ในการรบที่ใช้กลยุทธ์ทุกอย่าง ชิกู และซาลาดิน บุกเข้าไคโรได้ในเดือน มกราคม 1169 ซาลาดิน ได้ประหารวิเซียร์หรือ อัตรามหาเสนาบดีของอียิปต์ และชิกูได้ขึ้นแทน แต่อยู่ในนานเพียงสามเดือน ชิกู ก็สิ้นชีวิตลง และซาลาดินเข้าสวมรอยตำแหน่งนั้นทันที
 จากนั้นอีกสองปี นูร์ อัลดิน เห็นความสามมารถก็ส่ง คำสั่งมาให้ซาลาดิน ถอดถอน กาหลิบ ฟาติมิด อัลอาดิด ทำให้อิทธิพลของ ชีอะห์อัตอิสลามหมดไป ซาลาดินพยายามคัดค้านวิธีการนั้น แต่กาหลิบถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อนในเดือน กันยายน กาหลิบจากแบกแดดถูกแต่งตั้งให้ครองตำแหน่ง แทน และมีการฟื้นนิกายสุหนี่ ออโธดอกซ์ กระทั่งในอียิปต์ มีการลุกฮือขึ้นต่อต้านซาลาดินอย่าง รุนแรง แม้ นูร์ อัลดินเริ่มไม่ไว้วางใจในตัวเขา แต่โชคดีที่ อัลดินก็สิ้นชีวิตลงก่อนโดยหัวใจวายไปก่อนครับ ในเดือน กุมภาพันธ์ 1174 บุตรชาย อายุ 14 อัลซาลีห์ เป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อมา โชคเข้าข้างซาลาดิน

ผลงานสู่ความยิ่งใหญ่
 บุคคลสำคัญของมุสลิมต่างเห็นว่า ซาลาดินผู้เดียวที่เข้มแข็งพอจะผนึกกำลัง ฝ่ายอิสลามเพื่อสู้กับพวกคริสเตียนได้ พวกเขาจึงนำกองทหารรุกเข้าซีเรียราวปลายเดือนตุลาคม 1174 และรุกเข้าดามัสกัสโดยไม่มีการต่อต้านที่ เอเลปโซ ประชาชนยังสนับสนุน อัลซาลีห์ ที่ซาลาดินเป็นเสนาบดีอยู่ จากอำนาจของซาลาดิน ก็ได้มีการว่าจ้างพวกมือสังหารกลุ่มซาชิชิน เอาชีวิตของซาลาดิน  ขณะที่เขาตั้งอยู่นอกเมือง หัวหน้าเผ่าชาวอาหรับ คนหนึ่งถูกสังหาร แต่โชคของซาลาดินยังคงอยู่ เขาเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดชีวิตจากการถูกลอบสังหารครั้งนี้ 

ซาลาดินมีชัยเหนือพวกซางกิตอีกครั้งใน ปี 1176 ที่อีลาลซุลตาน และไม่มีใครขัดแย้งที่เขาเป็นผู้ควบคุมได้ทั้งภูมิภาค เมื่อ อัลซาลีห์เกิดป่วยและตายลงในปี 1181 (ขณะที่่มีอายุเพียง 19 ปี) บุตรกษัตริย์อายุสั้นจัง ขอเดาว่า เขาคงแต่งงานกันเองในเครือญาติละมั้ง อาเลปโซ ก็ยอมแพ้ เมื่อเดือนมิถุนายน 1183 ครับ



อาเลปโซ
จนกระทั่ง ซาลาดิน ก็พุ่งความสนใจไปที่ครูเสด แห่งเอาท์รีมเมอร์ จากอียิปต์เขาได้ส่งกองทหารบุกเข้าไปในเดือน พฤศจิกายน 1177 โจมตีกษัตริย์โรค เรื้อน นาม บอลด์วินที่สี่ (ฺBaldwin IV of Jerusalem)แห่ง เยรูซาเลมที่ทุ่งเขา แห่งเทวออฟเจสเซอร์ แต่มีสัญญาสงบศึก ที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก จนกระทั่งเดือนกันยายน 1183 ซาลาดินตัดสินใจโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เขาบุกเข้าดินแดนเอาท์รีมเบอร์ ครั้งนี้จากซีเรียโดยข้ามแม่น้ำ จอร์แดนทางใต้ของทะเลกาลิลี ทางด้านกองกำลังทหารของบอล์ดวินยังพอที่จะหยุดยั้งการรุกของพวกมุสลิมได้ครับ (-‘’-) มันยังเหนียว อุดด้วยป้อมค่ายที่อัยจาลุทไว้ได้ครับ ส่วนซาลาดินวางฟอร์มทันทีรู้สึกว่ายังไม่พร้อมที่จะแหกค่ายของกษัตริย์บอลด์วิน จึงถอนกำลังกลับโดยข้ามแม่น้ำจอร์แดน



กีย์ เดอ ลูวินยาน (Guy de Lusignan)
ถึงกระนั้นก็ตาม กษัตริย์ บอลด์วิน สิ้นชีวิตลงในเดือน มีนาคม 1185 (งะ กษัตริย์อายุสั้นอีกแล้ว) ส่วน กีย์ เดอ ลูซินยาน (Guy de Lusignan) น้องเขยของบอลด์วินมาจากฝรั่งเศสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ทันที แม้ว่าสภาพของการสงบศึกระหว่างพวกเอาท์รีมเมอร์กับเพื่อนบ้านมุสลิมจะยังคง อยู่ แต่ กีย์ไม่สามารถจะควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาของเขา โดยทหารของเขาได้ปล้นกองคาราวานของพวกมุสลิม จนในครั้งหนึ่ง ทหารนอกแถวก็ได้จับตัวน้องสาวของซาลาดินไว้ อ้าว ซาลาดินยอมได้ไง เขาก็ สาบานว่าจะฆ่าเรโนลด์ เดอ ซา-ติยอง ผู้จับน้องสาว ด้วยมือของเขาเอง กระทั่งซาลาดิน ยกพลผ่านจอร์แดนเข้ามาอีกครั้ง พร้อมกับความแค้น ในเดือนมิถุนายน ในปีเดียวกัน โดยมีทหารม้า 12,000 คน และทหารราบ 6,000 คน ซาลาดิน วางแผนที่จะล่อ ให้พวกนักรบครูเสดออกมาจากที่มั่นที่ ซัพพูริฟา โดยเข้าล้อมเมืองทิเบอร์เรียล

เมื่อถึงวันที่ 2 กรกฏาคม กีย์ เรียกประชุมสภาสงคราม ซึ่งมี เจอราร์ด เดอ ริดฟอร์ด นายใหญ่ของพวกไนท์เทมปลาร์และเรโนลด์ เดอชา ติญอง เจ้าปัญหาเข้าประชุมด้วยครับ โดยมีการโต้เถียงกันถึงเรื่องการที่จะรุกเข้าไปยังที่มั่นของซาลาดิน ซึ่งตั้งอยู่บนใกล้เนินเขาที่มีสองยอดที่เรียกว่า ฮอร์น ออฟ แฮทดิน ส่วนเคานท์เรย์มอนที่สาม จากทริโบลิ เสนอให้สร้างป้อมปราการที่ทิเบอเรียล ที่กำลังจะถูกล้อมโดยกองกำลังของซาลาดิน และภรรยาเขาอยู่ที่นั่นด้วยครับ ทางด้านเรย์มอนด์ ผู้ประชุมอีกคน เสนอความเห็นว่าทหารเดินทัพของเราที่ผ่านเนินกาลิเลียน ภายใต้ แสงอาทิตย์ที่ในฤดูร้อนจะทำให้กองกำลังอ่อนเปลี้ย และเสี่ยงต่อการซุ่มโจมตี จากข้าศึก ทำให้ซาลาดินก็ยึดปราการไว้ได้ และคิดว่าเขาเก็บ ภรรยาของเรย์มอนด์ ไว้เป็นค่าไถ่ นั่นก็คือกษัตริย์ กีย์ต้อง ยอมเสียทิเบอเรียล จะดีกว่าที่จะเสียอาณาจักรทั้งหมด แต่ กีย์เห็นด้วยกับเรย์มอนด์ว่า ควรจะตั้งมั่นอยู่ใน ซัพพูริฟา แต่ในคืนนั้นเอง เจอราร์ด ก็ชักนำ กีย์ให้เปลี่ยนความคิดซะ เพื่อลดความเสี่ยง ในการสู้รบประจันหน้าในที่โล่งแจ้ง แต่กีย์ไม่ฟัง เขาตัดสินใจที่จะเข้ารบทั้งที่เขาเหลือทหารเพียงส่วนน้อยไว้ป้องกัน 

เข้าวันรุ่งขึ้น กองกำลังของกีย์ที่ประกอบด้วย อัศวิน 1,200 คน ทหารม้าเบา 3,500 คน และทหารราบ 10,000 คน มุ่งหน้าทางทิศตะวันออก ตัดผ่านเนินเขาที่แห้งแล้งไร้พืชพรรณ ท่ามกลางแสงแดดแผดเผา ทั้งเหนื่อยอ่อนและกระหายน้ำ จนกระทั่งพวกนักรบครูเสด ได้ตั้งค่ายทางด้านตะวันตกของลูเบีย ใกล้บ่อน้ำแห้ง แต่ในคืนนั้น เองที่ซาลาดินล้อมค่ายนั้นไว้ ตามแผน

วันที่ 4 กรกฎาคม ซาลาดินเข้าโจมตีพวกทหาราบของกีย์จนแตกร่น ถูกสังหารบ้างถูกจับเป็นเชลยก็เยอะครับ แต่พวกอัศวินของกีย์ก็ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พยายามต้านทานการเข้าจู่โจมของซาลาดิน ให้ถอยออกไป เรย์มอนด์ แห่งทริโบลี พยายามตีปีกขวาฝ่าวงล้อมของซาลาดินเพื่อจะเปิดทางเข้าสู่ทิเบอรเรียส กระทั่งพวกมุสลิมต้านไม่อยู่ อัศวินเหล่านั้นจึงควบม้าทะลุผ่านออกไปได้ แต่เขาไม่สามารถย้อนกลับไปหากษัตริย์ กีย์ของเขาได้ เรย์มอนด์ จำขับม้าหนีไปอีกทาง แต่จนแล้วจนรอดเขาก็สิ้นชีวิตลงในสองสามอาทิตย์ต่อมา
 จากการถูกล้อมด้วยกำลังที่เหนือกว่า พวกอัศวินครูเสดถอยขึ้นไปเนินเขาไปยังนอร์ออฟแฮตติน เต๊นท์ของกีย์ กว่าสองคืนที่พวกเขาและม้าไม่มีน้ำให้กินเลยครับ พวกทหารมุสลิมได้ทีจุดไฟเผาพุ่มไม้ที่อยู่เหนือลมทำให้ควันไฟเพิ่มความลำบากแก่ พวกครูเสดที่ตั้งรับอยู่มีการโจมตีเกิดขึ้นอีกหลายระลอกจน กระทั่งซาลาดินที่สังเกตการณ์อยู่ใน ระยะไกลเห็นเต๊นท์ของกีย์ล้มลง เขาทราบได้ว่าการต่อสู้จบลงแล้ว เขาลงจากหลังม้า และขอบคุณต่อพระอัลเลาะห์ผู้เป็นใหญ่

กีย์ เรย์โนลด์ และเจอราร์ด ถูกพาตัวมาที่เต๊นท์ของซาลาดิน จานั้นซาลาดินก็ส่งเหยือกน้ำแก่กีย์เพื่อดับกระหาย ซึ่งตามธรรมเนียมของอาหรับเป็นการให้คำมั่นว่าข้าศึกจะได้รับการดูแล เมื่อกีย์ส่งเหยือกน้ำต่อไปยัง เรย์โนลด์ ซาลาดิน ร้องออกมาว่า "ท่านเป็นผู้ให้น้ำแก่เขาไม่ใช่ตัวข้า" แม้ว่าเขาจะสาบานไว้แล้วว่าจะเอาชีวิตเรย์โนลด์ แต่เขายังเสนอว่าจะ ไว้ชีวิตถ้า เรย์โนลด์จะยอมให้เขานับถือศาสนาอิสลาม แต่เรย์โนลด์ ปฏิเสธอย่างยโส ซึ่งทำให้ซาลาดินที่โกรธจัดกระโจนออกไปจากเต๊๊นท์และกลับเข้ามาพร้อม ดาบโค้งและฟาดฟันเรย์โนลด์กองกับพื้น จากนั้น ทหารของเขานายหนึ่งออกมาจัดการกับครูเสด ผู้ชอบปล้นสะดมจนเสร็จสิ้น ทำให้กีย์สั่นไปทั้งตัวเมื่อเห็นทหารมุสลิมลากร่างที่ไร้ศีรษะของเรย์โนลด์ออกไป แต่ซาลาดินปลอบใจเขาว่า "กษัตริย์ย่อมไม่ฆ่ากษัตริย์ แต่มันผู้นั้นไม่ล่วงละเมิดทุกสิ่งทุกอย่าง" 

ทางด้านเจอราร์ด เดอ ริดฟอร์ด ซาลาดินใช้ให้ไปเกลี้ยกล่อม พวกที่ป้องกันป้อมค่ายที่ แอสคาลอน และกาซา ให้ยอมแพ้ซะ ส่วนที่เหลือซาลาดิน สั่งให้ตัดหัวพวกพระนักรบจากเมืองหลวงและไนท์เทมปลาร์ โดย ซูฟิส ผู้เป็นพระนักบวชเป็นคน จัดการ ส่วนพวกคนชั้นสูงก็ถูกเรียกค่าไถ่ และทหารถูกขายเป็นทาส ซึ่งจำนวนผู้ที่ถูกขายในตลาดทาส ดามัสกัส มากมาย จนกระทั่งมีผู้กล่าวว่ารองเท้าแตะคู่หนึ่งสามารถซื้อทาสได้ 


ซาลาดิน
หลังจากถูกล้อมอยู่สามสิบวัน เอาท์รีมเมอร์ ก็แตกพ่ายและนครเยรูซาเลมเปิดประตูออกต้อนรับพวกมุสลิม เดือนตุลาคม 1187 ซาลาดินเข้าเมืองในวันฉลอง ที่ตรงกับวันที่ศาสดามะหะหมัด เดินทางสู้สวรรค์ผิดกับการเข้ายึดครองเยรูซาเลม โดยพวกคริสเตียนในปี 1099 ครั้งนี้ที่ไม่มีการสังหารหมู่ และปล้นสะดม  พวกชนชั้นสูงและผู้มีอันจะกินถูกเรียกค่าไถ่เช่นเคย อีกหมื่นกว่าคนถูกส่งไปยังตลาดค้าทาส และฮาเร็มที่ดามัสกัสและอาเลปโซ สุเหรา อัลอักซา และศิลาโดม ได้รับการปรับปรุงให้เป็นสถานที่ทางศาสนาอิสลาม และทำลายโบสถ์สำคัญ กระทั่งสามวันต่อมาศิลาโดมได้เปิดขึ้นอีกครั้ง เพื่อต้อนรับพวกจาริกแสวงบญคริสเตียนโดยเสียค่าเข้าคารวะบูชา หลังจากชื่นชมกับรสแห่งชัยชนะ ทางด้านซาลาดิน ก็กลับสู่ดามัสกัส ในเดือนมีนาคม 1188 ในปีเดียวกันกีย์ที่ถูกคุมขังอยู่ ได้รับการปล่อยตัวในเงื่อนไขที่ว่าเขาจะไม่จับอาวุธทำสงครามอีก

ขณะนั้น ไทร์ เป็นท่าเรือทางทะเลที่ยังอยู่ในความคุ้มครองของพวกครูเสด กองทหารรักษาการณ์ในป้อมที่อยู่ในบังคับบัญชา ของ คอนราด มากีส์ เดอ มองท์เฟอราท ผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อซาลาดิน หลังจากการโจมตีเมืองครั้งแรกถูกต่อต้านจนต้องล่าถอยออกมา ซาลาดินตัดสินใจว่าจะพักชั่วคราวระหว่างฤดูหนาว เขามั่นใจว่าจะต้องเข้าพิชิตพวกเอาท์รีมเมอร์ ได้ในเวลาไม่นาน แต่แล้ว


โบ๊ป เกรกอรี ที่ 8 กับ บาร์บารอสซา
สองเดือนหลังจากการรบที่แฮตติน ข่าวเรื่องการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของพวกครูเสดแพร่ไปถึงฝรั่งเศส โป๊ป เกรกอรี ที่ 8 เรียกร้องให้มีครูเสด ครั้งใหม่ และจักรพรรดิเยอรมัน เฟรด เดอริคที่ 1 ที่รู้จักกันในนาม ของ บาร์บารอสซา นำไพร่พล 40,000 คน เดินทางทางบกไปสู่ดินแดนศักดิ์์สิทธิ์ โชคอยู่ข้างซาลาดิน อีกแล้วครับ เพราะ บาร์บารอสซา จมน้ำตายขณะที่ข้ามแม่น้ำคาไลแคดนัสใน ไซเลเซีย

 ส่วนกีย์ ก็ทิ้งคำสาบาน ที่จะไม่จับอาวุธอีก เขารวบรวมกำลังอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม 1189 กองเรือคริสเตียนนำไพร่พล เตรียมล้างแค้น
เปิดฉาดสงคราม ครูเสดครั้งที่สาม
 กำลังทหารของซาลาดิน มีมากกว่า แต่แทนที่จะบุก กลับปลดเมือง เอเคอร์ เพื่อรอกำลังหนุน จนถึงวันที่ 18 กันยายน เขาจึงได้โจมตีพวกครูเสด แต่ถูกยันเอาไว้ นับเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่ต่อสู้กัน จนในที่สุด เจอราร์ด เดอ ริดฟอร์ด ถูกจับได้อีกครั้ง แต่คราวนี้เขาถูกสั่งประหาร เพื่อสร้างความกดดันแก่พวกครูเสด ล้างบางพวกมัน

 กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ฟิลิปส์ ออกัสตุส ที่สอง จึงนำกองทัพเข้าประชิดที่เอเคอร์ อีกทั้ง กษัตริย์ ริชาร์ด แห่งอังกฤษ ก็เข้ารบเช่นกัน แต่เขาเสนอให้พวกมุสลิมยอมแพ้ ครับ แต่ถูกปฏิเสธไป และสงครามก็เริ่มอีกครั้ง  โดยริชาร์ดนำรบดัวยตนเอง แต่ทางด้านซาลาดินเขาเริ่มชราภาพแต่เขาก็ควบบัญชาการรบอยู่บนที่สูงแทน
 และในวันที่ 11 กรกฎาคม กองทหารประจำป้อมที่ค่ายเมือง เอเคอร์ ยอมจำนนจนได้จากการต้านทัพของพวกครูเสดไม่ไหว ทำให้ซาลาดินจำต้องขอเจรจา แต่ล้มเหลวครับ โดยเขาต้องการให้ปล่อยคนที่เป็นเชลยก่อนและจะจ่ายเงินค่าไถ่ แต่ริชาร์ดกลับสั่งตัดหัวนักโทษชาวมุสลิมกว่า 2,700 คน ล้างแค้นกลับให้สาสมไปเลย
 ในวันที่ 22 สิงหาคม ชาวครูเสด 50,000 คน ถอยออกจาเอเคอร์ โดยมีริชาร์ดนำ อีกทั้ง ฟิลิปส์ก็ขอตัวกลับฝรั่งเศสเช่นกัน

กษัตริย์ ริชาร์ต
 
 ส่วนซาลาดิน กับทหาร 60,000 คน ยังคงคุมเส้นทางไปยัง ทิเบอเรียล และเยรูซาเลม ทำให้ริชาร์ด กลับเคลื่อนพลแยกเป็นสามกอง ส่วนหนึ่งไปยังทะเล ซึ่งเป็นขบวนสัมภาระ อีกส่วนเป็นอัศวิน และอีกส่วนเป็นปีก เป็นกองทหารราบ ไปทางด้านซ้าย เพื่อจัดขบวนเตรียมต่อสู้ อีกครั้ง
 ริชาร์ดได้เสนอเรื่องให้สันติแต่ซาลาดินไม่สนใจ โดยส่งน้องชายชื่อ อัล อาดิล ไปเจรจาริชาร์ด ทว่า ซาลาดิน รอกำลังหนุน และวางแผนที่จะโจมตี พวกครูเสดต่อไป
โดยยืดที่ อาร์ซุฟ เป็นที่ราบชายฝั่ง กว้าง และมีแนวป่าตลอดริมชายฝั่ง เพื่อที่จะสามารถซ่อนกองทัพไว้โจมตี
 ในวันที่ 7 กันยายน เมื่อพวกครูเสดมาถึงที่ราบอาร์ซุฟ คลื่นกองทหารอาหรับและซูดานจำนวนมาก ประจัญบานกับทหารราบริชาร์ด ทันที ทว่าทหารราบของริชาร์ดต้านทานแทบไม่อยู่ จึงขอคำสั่งจากทัพหลวงของริชาร์ดให้โจมตี แต่ ริชาร์ดปฏิเสธ เพราะเขาอยากให้ทหารของซาลาดินรุกเข้ามา
 และแล้วทหารม้าของชายเติร์กของซาลาดินเข้ามา ทำให้ริชาร์ดตั้งรับแต่ยังพอจะควบคุมไว้ได้ ทหารราบของริชาร์ดเปิดแนวออก และอัศวินบนหลังม้าชาร์จ เข้าใส่ข้าศึกอย่างแตกหัก ซาลาดินที่เหลือแต่ องค์รักษ์อยู่ 17 นาย ในความชุลมุนนั้น เขาออกคำสั่งให้บุกหลับ แต่ถูกตีกระจายออกไปและเสียทหารมุสลิมไปถึง 7,000 คน หลังจากอาร์ซุฟ ซาลาดินได้หลีกเลี่ยงการปะทะซึ่ง ๆ หน้ากับนักรบครูเสด
 ซาลาดินถอยร่นไปยังเยลูซาเรม และริชาร์ดได้เข้าเมืองจาฟฟาในวันที่ 10 กันยายน จากกำแพงที่ถูกทำลาย ริชาร์ด ได้สร้างกำแพงขึ้นใหม่
 ริชาร์ดยังใจดี เขาเสนอสันติอีกครั้ง โดย โจนส์ น้องสาวของเขา จะเข้าอภิเษกกับ อัล อาดิล น้องชายของซาลาดิน แต่ริชาร์ดเสนอว่า อัล อาดิน ต้องนับถือศาสนาคริสต์
 ในวันที่ 31 ตุลาคม ริชาร์ดเคลื่อนพลต่อไปยังเยรูซาเลม ซาลาดิน เตรียมป้องกัน และรอกำลังเสริมจากอียิปต์ ซึ่งในวันที่ 22 ธันวาคม พวกครูเสดบุกเข้า บีทนูบา ซึ่งห่างจากเยรูซาเลม ไป 12 ไมล์ ฝนเปลี่ยนถนนเป็นปลักโคลน และเสบียงของครูเสดเริ่มเน่าเสีย ริชาร์ดเกรงว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยที่เอเคอร์ ซึ่ง นักรบครูเสดที่ปิดล้อมเยรูซาเลม ถูกล้อมโดยกองทหารอียิปต์ ทำให้เขาถอนกำลังกลับจาฟฟาก่อน

 นักรบครูเสดมุ่งไปยังเยรูซาเลมอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ปี 1192 และ้ตั้งค่ายที่ บีทนูบา เก้าวันหลังจากนั้น ได้เข้า จัดการกองกำลัง และมุ่งสู่เยรูซาเลม
 แต่ ภาพหลอนของแฮตติน และเอเคอร์ยังคอยหลอกหลอน พวกนักรบครูเสด ริชาร์ดจึงถอนตัวจากบีทนูบา เมื่อ 4 กรกฎาคม ไปยัง จาฟฟาอีกครั้ง
 ริชาร์ดตัดสินใจที่จะเข้าไปยึดเบรุต ซึ่งเป็นป้อมปราการแห่งเดียวของพวกมุสลิมตามแนวชายฝั่ง ซาลาดินเห็นเป็นโอกาสและเข้ายึกคืนพื้นที่ส่วนใหญ่ จาฟฟา ริชาร์ดอยู่ที่เอเคอร์เมื่อซาลาดินเข้าโจมตี เขาลงเรือสองสามลำไปกับทหารกลุ่มเล็ก ๆ และเดินทางไป จาฟฟาในวันที่ 1 สิงหาคม และเข้ายึดจาฟฟาคืนมาได้ ซาลาดินกว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็เมื่อทหารของริชาร์ดบุคเข้าในค่ายแล้ว
 เช้าตรู่วันที่ 5 สิงหาคม ซาชาดินตั้งใจจะบดขยี้ริชาร์ด ก่อนที่กำลังส่วนใหญ่จะมาถึง เขาส่งทหารม้า 1,000 คน เข้าโจมตีพวกครูเสดเป็น เจ็ดระลอก เพื่อให้ทหารคู่ต่อสู้ยันกลับมา แต่ ริชาร์ดท้าทายโดยขี่ม้าโทรม ๆ ล่อทางซาลาดิน แต่ไม่มีใครออกไปรบด้วย ซาลาดินส่งม้าอาหรับชั้นดีออกไปตัวหนึ่ง พร้อมด้วยข้อความว่า “ไม่เหมาะที่กษัตริย์จะออกรบบนหลังม้าที่น่าเวทนาเช่นนั้น”
 ริชาร์ดยอมรับม้าและควบขับกลับไปยังกองทหารของ
 หลังจากที่เหนื่ออ่อนอย่างหนัก ริชาร์ดล้มป่วย เมื่อซาลาดินทราบ ความ เขาส่งผลไม้ และหิมะจากเขา เฮอร์มอนเพื่อให้ความเย็น จากน้ำดื่ม สงสัยกินกันไม่ลง จนมีการเจรจาขึ้น ผู้นำทัพทั้งสองฝ่ายต่างเหนื่อยหน่ายต่อสงครามและกำลังพบกับความยุ่งยากในอาณาจักร จึงต้องตกลงสงบศึก ในวันที่ 2 กันยายน พวกนักรบครูเสด ยังคงรักษานครชายฝั่งขึ้นไปจนถึงใต้จาฟฟา พวกจาริกแสวงบุญคริสเตียนได้ และอัศวินครูเสดหลายคนได้ฉวยโอกาสที่ดีนี้ แต่ริชาร์ด ไม่ได้ไปด้วย เพราะคิดว่าเขายอมรับไม่ได้หลังจากที่พลาดโอกาสที่จะยึดครองเยรูซาเลม
 ตุลาคม 1192 ริชาร์ดลงเรือกลับอังกฤษ
 ต้นเดือนพฤศจิกายน 1192 ซาลาดินก็กลับดามัสกัส กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์เขาก็ล้มป่วยลง (อาจจะเป็นไข้มาลาเรีย) ทำให้เขาสิ้นชีพ ลงในวันที่ 4 มีนาคม 1193 เมื่ออายุได้ 55 ปี อาณาจักรของเขาแผ่จากซีเรียถึงอียิปต์ และซูดาน แต่ไม่เหลือเงินในท้องพระคลังเพียงพอที่จะจัดพิธีศพเขา

สุสาน ซาลาดิน
 หลังจากที่เขาสิ้นชีวิต อาณาจักรของเขาก็ตกต่ำลง ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง อีกแปดปีต่อมา น้องชายของเขา คือ อัล อาดิล ปรากฏตัวและเข้าปกครอง อาณาจักรต่อไปจนสิ้นชีวิตในปี ค.ศ. 1218

The Enigma: 10 สุดยอดค้นพบปี 47

The Enigma: 10 สุดยอดค้นพบปี 47: "10 : ไปไหนก็เจอแต่ยีน ฟังแล้วอาจดูเกินเลยไปหน่อย ถ้าไม่เชื่อลองตักน้ำจากก้นมหาสมุทรมาส่องดูก็พบดีเอ็นเอ อยู่ในนั้น ลองจับมาถอดรหัสพันธุกรรม..."

10 สุดยอดค้นพบปี 47

10 : ไปไหนก็เจอแต่ยีน
ฟังแล้วอาจดูเกินเลยไปหน่อย ถ้าไม่เชื่อลองตักน้ำจากก้นมหาสมุทรมาส่องดูก็พบดีเอ็นเอ อยู่ในนั้น ลองจับมาถอดรหัสพันธุกรรมดูก็จะพบสิ่งมีชีวิตในรูปแบบของอินทรีพย์อยู่้ข้างใน

นักชีววิทยาทีมหนึ่งได้ท่องเรือไปทั่วทะเลซาร์กาลโซ เก็บตัวอย่างน้ำออกมาส่องตรวจพบยีนใหม่ถึง 1 ล้านยีนในตัวอย่างน้ำ 1,500 ลิตร ส่วนทีมวิจัยด้านจีโนมอีกชุดหนึ่งได้ลงไปศึกษาสังคมของจุลชีพแปลก ๆ ที่ห่างออกไปจากจุดของทีมแรกราว 1 กิโลเมตร เหมือนที่ทิ้งร้าง พวกเขาพบสิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตอยู่ในที่มืด และสร้างพลังงานขึ้นจากการย่อยธาตุเหล็กบนแอ่งน้ำบนพื้นเหมืองพบดีเอ็นเอใหม่ 5 ชนิด และในเอนไซม์ยังพบจุลชีพ 5 ชนิดที่อาศัยซึ่งกันและกันเพื่อดำรงอยุ่ในสภาพแวดล้อมที่ยากจะใช้ชีวิตอยู่ได้

9 : พันธมิตรเสริมสร้างสุขภาพ
ช่วงที่ผ่านมามีความร่วมมือกันหลายฝ่ายระหว่างประเทศร่ำรวย สหประชาชาติ นักวิชาการ บริษัทผลิตยา และองค์การกุศล เพื่อร่วมกันพัฒนายาให้กับประเทศยากจน
และปีนี้ ได้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนายา อาทิ โครงการพัฒนาวัคซีนมาลาเรีย ในโมซัมบิก และความพยายามที่จะพัฒนายาต้านเอชไอวีให้กับประเทศยากจน


8 : โครงสร้างใหม่ของน้ำ
แม้จะได้ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของน้ำมาเป็นศตวรรษ แต่พอหันมาศึกษาเกี่ยวกับน้ำทีไร นักวิทยาศาสตร์มีอันต้องปวดเศียรทุกทีไป ในปีนี้มีงานศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างและพฤติกรรมทางเคมีของสสารที่คุ้นหน้าคุ้นตาเราท่านดีอยู่แล้ว และหากงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการยอมรับกันทั่วไป รับรองได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เคมีไปจนถึงบรรยากาศทีมนักวิจัยสหรัฐ เยอรมนี สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ รายงานว่า โครงสร้างของน้ำที่เขียนไว้ตั้งแต่ร้อยปีที่แล้วอาจเขียนผิด นักทฤษฎีเชื่อว่าน้ำประกอบขึ้นจากธาตุออกซิเจนและไฮโดรเจนต่อกันเป็นเครือข่าย โดยที่โมเลกุลของน้ำแต่ละตัวจะต่อเข้ากับโมเลกุลของน้ำอีก 4 ตัวในโครงสร้างแบบสายโซ่
ทีมงานชุดใหม่นี้ได้ใช้รังสีเอกซเรย์ซินโครตรอนทำการวัดพบว่า โมเลกุลของน้ำหลายตัวต่อกับโมเลกุลน้ำที่อยู่ใกล้ๆ เพียงสองตัวเท่านั้น ฟังแล้วไม่ต้องรีบเร่งเขียนตำราเคมีใหม่ในตอนนี้ เพราะจากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเอกซเรย์จากทีมวิจัยชุดอื่นยังคงสนับสนุนทฤษฎีเดิมอยู่ ในปีหน้าที่จะถึงนี้ ประเด็นโครงสร้างน้ำคงได้ถกเถียงกันสนุก
7 : ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง
จากการประเมินจำนวนของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั่วโลกของ Conservation International และ World Conservation Union ผลออกมาไม่สู้ดีนัก นักวิจัยพบว่าสัตว์เลื้อยคลานที่พบแล้วทั้งสิ้น 5,700 สายพันธุ์ โดยร้อยละ 30 อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ขณะที่บางส่วนใกล้สูญพันธุ์มากที่สุด
ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ ราวร้อยละ 50 ของพันธุ์สัตว์เหล่านี้จะสูญพันธุ์ไปจากโลกในศตวรรษหน้า อันเป็นผลจากการขยายพื้นที่ทำกิน ทำให้สัตว์หลายชนิดไร้ที่อยู่อาศัย และยังมีอีกบางสาเหตุที่ยังหาคำตอบไม่ได้
นักธรรมชาติวิทยาได้ติดตามพันธุ์ผีเสื้อ พืช และนกในอังกฤษเป็นเวลา 40 ปี แต่สถิติที่ออกมาทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ ในการสำรวจประจำปีพบว่า ประชากรของผีสื้อในพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตร ลดลงร้อยละ 13 ขณะที่นกพันธุ์ต่างๆ ในอังกฤษมีจำนวนลดลงร้อยละ 50 พืชพื้นเมืองร้อยละ 28 หายไปจากพื้นที่ทุก 1 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เนื่องจากเกิดการสะสมของธาตุไนโตรเจนที่เป็นอนินทรีย์ อันเป็นผลพวงจากกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
6 : พัลซาร์คู่
ปีนี้ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์เป็นปลื้มกันเป็นสองเท่าเมื่อค้นพบระบบพัลซาร์คู่ ซึ่งเป็นการหมุนตัวของดาวนิวตรอนที่ปล่อยคลื่นรังสีเข้มข้นเป็นลำยาวทะลุออกมาในอวกาศ คุณสมบัติของพัลซาร์คู่นี้ถึงกับทำให้นักทฤษฎี และนักสังเกตดาราศาสตร์อุทานออกมาดังๆ ว่า เป็นการค้นพบที่สำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาดาวนิวตรอนในรอบ 36 ปีที่ผ่านมา
นักวิจัยคาดว่า พัลซาร์ดาวคู่นี้จะนำมาใช้ตรวจสอบทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอนสไตน์ได้ดีที่สุด และถ้าพบอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากทฤษฎีที่ไอนสไตน์ว่าไว้ ก็น่าจะเป็นสภาพแรงดึงดูดมหาศาลของดาวนิวตรอน หรือหลุมดำ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อยู่ระหว่างการเคลื่อนตัวของพัลซาร์ ซึ่งกำลังม้วนตัวเข้าหากัน และจะชนกันในอีก 85 ล้านปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5 : ขุมทรัพย์ดีเอ็นเอ
ผลจากโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการทำงานของยีนมากขึ้น และยังพบว่ามียีนเพียง 10% เท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตโปรตีน ที่เหลือเป็นแค่ยีนขยะที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่การศึกษาที่พบในปีนี้ทำให้มุมมองเกี่ยวกับยีนขยะต้องเปลี่ยนไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบบทบาทพระรองของยีนขยะที่คอยเกื้อกูลให้ยีนพระเอกทั้งหลายทำงาน ได้ถูกต้องตามบทบาทของตัวเอง
ในบริเวณที่เต็มไปด้วยยีนขยะเหล่านี้ ประกอบด้วยลำดับเบสที่มีความยาวเพียง 500 เท่านั้น ซึ่งถูกขนานนามว่า นักกระตุ้น(activators)มีหน้าที่เร่งการแสดงออกของยีน โดยไปรวมตัวเข้ากับโปรตีนที่เรียกว่า transcription factor ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในการจัดเรียงตัวของ trancription factor อาจทำให้ยีนมีการแสดงออกต่างกัน และรายงานที่ศึกษาในปีนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ตัวกระตุ้นเหล่านี้เป็นต้นตอของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับยีน และนำไปสู่การปรากฏตัวของสายพันธุ์ใหม่
The image http://www.nanooze.org/image/dna.jpg cannot be displayed, because it contains errors.
4 : การควบแน่นควอนตัม
นับเป็นอีกปีแห่งความสำเร็จของกลศาสตร์ฟิสิกส์อีกปีหนึ่ง เมื่อนักฟิสิกส์สหรัฐและออสเตรียสามารถเหนียวนำอะตอมของธาตุเฟอร์มิออนให้รวมตัวกันเป็นอะตอมเดียว หรือซูเปอร์อะตอม
เมื่อปี 2538 นักวิจัยจากสหรัฐเช่นกัน สามารถทำให้อะตอมของโบสันเย็นตัวลงถึงจุดที่ทำให้อะตอมมีภาวะควอนตัมเดี่ยว ซึ่งมีพฤติกรรมเหมือนกับซูเปอร์อะตอม ส่วนความสำเร็จของทีมนักวิทยาศาสตร์เมื่อเดือนธันวาคมที่แล้ว เป็นการเหนี่ยวนำให้ธาตุเฟอร์มิออนมีพฤติกรรมเหมือนกับโบสัน ซึ่งการหมุนตัวของอะตอมทำให้มันสามารถรวมตัวกันเป็นอะตอมเดี่ยวได้ แต่การหมุนตัวของอะตอมเฟอร์มิออนจะต่างไปตรงจุดนี้ ทำให้อะตอมของเฟอร์มิออนไม่สามารถควบแน่นได้ เนื่องจากอิเล็กตรอนที่มีประจุลบสองตัวจะคอยกันและกันไม่ให้เข้ามาใกล้กันเกินไป นักวิจัยจึงล่อหลอกโดยดึงให้อะตอมของเฟอร์มิออนจับคู่กันเป็นโมเลกุล และมีพฤติกรรมการหมุนเหมือนกับโบสัน และทำให้เกิดการควบแน่นได้ในลักษณะเดียวกัน
การค้นพบดังกล่าวช่วยไขปริศนาที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งของฟิสิกส์ คือ พฤติกรรมของอิเล็กตรอนในวัสดุที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเข้าใจตัวนำยิ่งยวดในอุณหภูมิสูง การทดลองดังกล่าวช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของอะตอมมากขึ้น
The image http://static.howstuffworks.com/gif/laser1.jpg cannot be displayed, because it contains errors.
3 : สงครามโคลนนิง
ผู้ที่ติดตามอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ประเภทเล่นข่าวหวือหวาคงรู้สึกเป็นแค่ข่าวเก่า แต่ความสำเร็จของทีมวิจัยเกาหลีใต้ในการใช้เทคโนโลยีเคลื่อนย้ายนิวเคลียสเพื่อสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่ หรือเรียกว่าโคลนนิง ถือเป็นหลักฐานครั้งแรกที่เทคนิคดังกล่าวสามารถใช้ได้ผลจริงกับเซลล์มนุษย์ ขัดแย้งกับงานศึกษาก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ตำแหน่งของโปรตีนที่ทำให้เซลล์แบ่งตัวในไข่ของสัตว์ประเภทไพรเมตอาจขัดขวาง กระบวนการก่อตัวของตัวอ่อนจากการใช้เทคนิค โคลนนิง ความสำเร็จของทีมนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ครั้งนี้มาจากปัจจัย 2 ตัว ได้แก่ กรรมวิธีในการย้ายนิวเคลียสจากไข่อย่างละมุนละม่อม และการได้รับบริจาคไข่มากขึ้น 242 ฟองจากสตรีสาว 16 รายในการดำเนินโครงการนี้
นักวิจัยไม่ได้พยายามสร้างตัวจำลองของมนุษย์ แต่มีเป้าหมายที่จะผลิตเซลล์ไลน์ของสเต็มเซลล์ หรือ เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนเพื่อนำมาใช้ศึกษาแนวทางใหม่ๆ ในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน หรืออาจใช้ทดแทนเซลล์ที่เสียหายโดยที่ไม่ถูกเซลล์ร่างกายปฏิเสธ
นับตั้งแต่ แกะดอลลี่ถูกโคลนนิงเมื่อปี 2540 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนับร้อยชนิดได้ถูกโคลนนิงออกมาเรื่อยๆ และได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตลอดจนผลกระทบทางการเมืองและจิตวิทยาในวงกว้าง
คณะกรรมการจริยธรรมในอังกฤษและสหรัฐ ห้ามไม่ให้ใช้ไข่สตรีมาทำการทดลอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ไข่สำหรับทำเด็กหลอดแก้วที่ผสมเชื้อแล้วแต่ไม่ติดมาใช้แทน ทว่าไข่ประเภทนี้นอกจากหายากกว่า แล้วยังแข็งแรงสู้ไข่ใหม่ๆ ที่ได้จากรังไข่โดยตรงไม่ได้
ความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนด้วยเทคนิคโคลนนิงของเกาหลีใต้เป็นตัวกระตุ้น ให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในรัฐแคลิฟอร์เนียโหวตรับรองการก่อตั้งเงินทุน 3,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์และเทคนิคการย้ายนิวเคลียสมนุษย์ แต่สำหรับในรัฐอื่น หรือประเทศอื่น โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้แทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลย
The image http://www.globalchange.com/images/cloningtech.jpg cannot be displayed, because it contains errors.
2 : ฮอบบิต มนุษย์แคระนอกจอ
บางครั้งการค้นพบที่สำคัญกลับมาจากหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี่เอง ทีมนักวิจัยร่วมอินโดนีเซียและออสเตรเลีย ได้ประกาศการค้นพบกะโหลกมนุษย์ตัวเล็กพันธุ์ใหม่ในถ้ำบนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย นักวิจัยบางรายถึงกับประกาศว่าการค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่สุดแห่งกึ่งศตวรรษ ของการวิจัยทางด้านมานุษยวิทยา
ถ้าเป็นจริงอย่างที่ทีมวิจัยกล่าวอ้าง มนุษย์ โฮโมฟลอเรไซเอนซิส จะเป็นตัวพิสูจน์ที่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ยุคใหม่ใช้ชีวิตร่วมโลกเดียวกับมนุษย์โฮมินิดอย่างน้อยเมื่อประมาณ 18,000 ปีมาแล้ว หัวกะโหลกที่พบบนเกาะนี้มีขนาดเล็ก โดยมีพื้นที่สมองเพียง 380 เซนติลิตร หรือประมาณน้ำอัดลมขนาดกลาง (cc.) เทียบกับมนุษย์ โฮโมซาเปียน ที่มีสมองขนาด 1,400 ซีซี ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงตั้งสันนิษฐานว่า มนุษย์ฟลอเรสนี้วิวัฒนาการมาจาก โฮโมอีเร็ก ตุส ที่ติดอยู่บนเกาะที่โดดเดี่ยวแห่งนี้และมีวิวัฒนาการของขนาดตัวเล็กลงเนื่องจากทรัพยากรที่จำกัดบนเกาะ
สภาพอัตคัดบนเกาะที่ส่งผลให้เกิดสภาพแคระแกร็น มีหลักฐานพบกันก่อนหน้านี้แล้วกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ด้วย อาทิ ช้างแคระ ซึ่งพบในถ้ำแห่งเดียวกันนี้ ซึ่งคาดว่ามนุษย์ได้พัฒนาเครื่องมือหินทันสมัยมาใช้ล่า แต่การค้นพบมนุษย์ โฮโมฟลอเรไซเอนซิส เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่ามนุษย์ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่กดดันเช่นกัน
อย่างไรก็ดี นักวิจัยบางรายยากที่จะทำใจเกี่ยวกับการค้นพบมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่มีวิวัฒนาการตัวเล็กลง และแย้งว่าการที่มนุษย์ฟลอเรสมีขนาดตัวที่ย่อลงนี้แท้จริงเป็นแค่มนุษย์ ยุคใหม่ที่ป่วยเป็นโรคผิดปกติทำให้สมองขนาดเล็กลง ประเด็นโต้แย้งดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และยังต้องรอการวิเคราะห์ชิ้นส่วนอื่นๆ ของมนุษย์แคระชิ้นอื่นที่พบในถ้ำแห่งนี้ด้วย แต่อย่างน้อยการค้นพบกระดูกมนุษย์แคระนี้แปลว่าคงต้องมีมนุษย์แคระอื่นอีก ที่รอคอยการค้นพบ
The image http://images.sci-tech-today.com/images/id/5690/human-dwarf-hobbit.jpg cannot be displayed, because it contains errors.The image http://www.theage.com.au/ffximage/2004/12/17/hobbit_narrowweb__200x257.jpg cannot be displayed, because it contains errors.
1 : ดาวแดงเดือดจนน้ำแห้ง
ไม่แปลกใจเลยที่อันดับหนึ่งจะเป็นความสำเร็จของหุ่นสำรวจภาคพื้นดินที่ชื่อ "ออพพอทูนิตี้ และสปิริต" หุ่นยนต์สองตัวที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐ (นาซา) ส่งไปสำรวจดาวอังคารเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า บนดาวอังคารมีหรือเคยมีสิ่งมีชีวิตและน้ำอยู่หรือไม่
ออพพอทูนิตี้ และสปิริต ได้ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อต้นปี 2547 หุ่นยนต์สองตัวนี้ค้นพบว่า นอกจากโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ดาวอังคารเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งในจักรวาลที่เคยมีสิ่งมีชิวิตอาศัยอยู่ หุ่นทั้งสองตัว ได้พบร่องรอยของทางน้ำในอดีต แต่เหือดแห้งไปแล้วในวันนี้
นักวิทยาศาสตร์สงสัยกันมานานแล้วว่า ในอดีตนานมาแล้ว ดาวอังคารน่าจะมีแหล่งน้ำอยู่บนพื้นผิวดาวที่เกื้อหนุนให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ย้อนไปเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน นาซาเคยส่งยานไวกิ้งไปหาคำตอบเดียวกันนี้ และได้เบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับน้ำบนดาวอังคาร แต่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าภาพที่ดูเหมือนเป็นทางน้ำที่เซาะไปตามร่องเขา หรือสายธารที่เห็นจากกล้องที่โคจรอยู่นอกดาวแดง เป็นร่องรอยของน้ำที่เคยมีอยู่บนดาวอังคาร จริงหรือไม่ และการลงไปสำรวจดาวอังคารของออพพอทูนิตี้ และสปริต ซึ่งแยกย้ายกันไปสำรวจคนละซีกดาว ได้ช่วยทำให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้นว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำอยู่จริง
นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า เมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว ดาวอังคารมีอุณหภูมิที่ร้อนและมีน้ำอยู่นานพอที่ทำให้เกิดเป็นทะเลตื้นๆ ขึ้นมา แต่บางครั้งก็กลับแห้งขอดเป็นพื้นเค็มที่มีขนาดประมาณรัฐโอคลาโฮมา น้ำจำนวนมากพอดูซึมผ่านพื้นเค็มที่หนาประมาณ 300 เมตร ใต้พื้นที่เต็มไปด้วยเกลือนี้มีชั้นของตะกอนเกลือสกปรก ซึ่งยังคงชุ่มน้ำ เป็นเวลานานอยู่พักหนึ่งจนสามารถก่อตัวเป็นแร่เหล็กที่มีขนาดเท่าลูกแก้วขึ้นมา
อีกฟากหนึ่งของดาว จากการสำรวจของหุ่นยนต์พบร่องรอยของน้ำบาดาลตื้นๆ ที่ขังอยู่นานพอที่จะแปรสภาพสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเถ้าภูเขาไฟที่หนานับร้อยเมตร ให้กลายเป็นหินที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และจากการวัดด้วยคลื่นสเปกตรัมที่อยู่บนยานมาร์เอ็กซ์เพรสที่โคจรอยู่รอบดาวแดง แสดงให้เห็นว่าใต้ผิวดาวอังคารมีตะกอนเกลือจากหินที่ครั้งหนึ่งเคยมีน้ำไหลผ่าน และถูกซัดตกเป็นชั้นตะกอนรองอยู่ใต้แอ่งกระทะที่ไหนสักแห่ง
อย่างน้อย ในวันนี้เราได้รู้ชัดแล้วว่า ในอดีต นอกจากดาวอังคารจะมีแหล่งน้ำ ยังเป็นดาวที่สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้ด้ว
The image http://images.sci-tech-today.com/images/id/5805/mars-rovers-spirit-opportunity.jpg cannot be displayed, because it contains errors.The image http://www.museum4kids.net/images/2004%20Pix/Opportunity/1-04%20Mars%20Opportunity%20smooth.rock.jpg cannot be displayed, because it contains errors.