วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2554

10 สุดยอดขุมทรัพย์อมตะ

 
อันดับ 10 : ขุมทรัพย์เรือเอล ซาลวาดอร์ (EL Salvador Shipwreck : Beaufort, North Carolina) ตามเส้นทางเดินเรือของโคลัมบัส ซากเรือที่จมดิ่งกลางมหาสมุทรใกล้ชายฝั่งที่บรรทุกสัมภาระล้ำค่า ซ่อนสมบัติไว้อย่างมหาศาล หีบ 16 ใบกับเหรียญเงิน 44,000 เหรียญ หีบ 4 ใบบรรจุทอง และมณีมรกตมาด้วย มูลค่ามันจะเท่าไหร่? อย่างน้อยๆก็เกือบครึ่งล้านเหรียญ ก่อนถึงที่หมายมันอับปางลง... จุดสีเขียวเราพบข้าวของที่คาดกันว่าเกี่ยวข้องกับซากเรือลำนั้น ฟิล มาสเตอร์ หนึ่งในผู้ที่สนใจไขความลับของขุมสมบัติ เขาใช้ แม็กเนโตมีเตอร์ เป็นเครื่องตรวจจับโลหะ และความผิดปกติบริเวณใกล้ซากเรือ เขาตั้งใจจะพิชิต เอล ซาลวาดอร์ ให้ได้ แม้จะไม่ได้อะไรกลับมาเลยก็ตาม




อันดับ 9 : ภาพเขียนจากพิพิธภัณฑ์การ์ดเนอร์ (Gardner Museum Art Heist : Boston, Massachusetts)
ในอเมริกามีที่ซ่อนของไว้มากมาย และที่บอสตัน คือสถานที่ต่อไปที่จะไปกัน สมบัติล้ำค่าพร้อมรางวัลค่าเหนื่อย นักสืบโรเบิร์ต สปิล คือผู้ที่กำลังเสาะหา ภาพเขียนของจิตรกรเอกชาวดัทช์ 3 ภาพสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ภาพวาดที่มีราคากว่า 300 ล้านเหรียญกับเงินรางวัล 5 ล้านเหรียญ นั่นคืองานค้นหาของ สปิล ที่เขาต้องใช้ทฤษฎี และหลักจิตวิทยาเพื่อช่วยในการค้นหา มันคงวนเวียน อยู่ที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้


 เหมืองทองดัทช์แมน

อันดับ 8 : ลายแทงเหมืองทองดัทช์แมน (Dutchman Goldmine : Apache Junction, Arizona)
ขุมทรัพย์ที่อันตรายที่สุดในโลก เราต้องการนักล่าสมบัติที่กล้าเท่านั้น เทือกเขาซูเปอร์สติชั่นอันร้อนระอุแห่งอริโซน่าที่แฝงไปด้วยความอันตราย เหมืองทองคำมูลค่าถึง 200 ล้านเหรียญ... เชื้อเชิญนักขุดทองเข้าไปใกล้ๆ ตำนานรหัสลับของเหมืองทองที่ปัจจุบันยังไม่คลี่คลาย นักล่าสมบัติ รอน เฟลด์แมน และเดวิด ฮินช์คลิฟ ทำการสำรวจเทือกเขาอันตราย ถึงแม้การตามล่าลายแทงสมบัติของพวกเขาในครั้งนี้สูญเปล่า แต่ทฤษฎี และข้อสันนิษฐานที่ได้ของทั้งคู่จะเป็นแนวทางที่ดีของการ เริ่มต้นค้นหาใหม่ในครั้งต่อไป




อันดับ 7 : ลายแทงขุมทรัพย์ไฮเทค (Geocaching for Treasure : Seattle, Washington)
ไม่มีใครบังคับ คุณอยากจะเริ่มสตาร์ทเกมเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะนี่คือขุมทรัพย์ของโลกไซเบอร์ จีโอแคชชิ่งเกม เกมนักแกะรอย เหมาะกับพวกที่ชอบเสี่ยง และการผจญภัยอย่างมีไหวพริบ จีโอแคชชิ่ง รวมการผจญภัยกลางแจ้งเข้ากับซอฟ์ทแวร์ที่เป็นระบบจีพีเอส ใส่ลงในอุปกรณ์เล็กๆ ที่ช่วยค้นหาพิกัดที่ซ่อนของขุมทรัพย์ มันเหมือนเข็มทิศที่จะช่วยคุณๆ ให้พบกับสถานที่ซ่อน ซึ่งของในนั้นอาจเป็นได้ตั้งแต่เครื่องประดับจุกจิก ของเล่นแปลก ๆ หรือเงินสด เจเรมี ไอริช ผู้ที่คิดค้นเกมชนิดนี้ เขาสร้างสถานการณ์จริงให้คนเข้าไปค้นหา และติดตามที่ซ่อนขุมสมบัติเล็กๆ โดยมีเครื่องมือบอกทางขนาดเท่าฝ่ามือ การหาขุมทรัพย์แบบใหม่นี้จะยาก หรือง่ายขึ้นอยู่กับตัวคุณ อย่าแปลกใจเพราะมันเป็นแค่เกมสนุกๆ เท่านั้น




อันดับ 6 : ลายแทงเหมืองโร้ดส์ (Lost Rhoads Mines : Uinta Mountains, Utah)
ถ้าไม่มีทอง เราจะเรียกหาขุมทรัพย์ไปได้อย่างไร พร้อมหรือยังที่จะเดินทางเข้าสู่เขตเหมืองแร่อันเก่าแก่ ที่ซ่อนขุมทรัพย์มหาศาลเอาไว้ เทือกเขายูอินตา... ทางเดินลับแลที่ทำให้ใครต่อใครต้องหยุดเดินกลางคัน แหล่งทองคำที่พร้อมเป็นของใครก็ตามที่หาพบ จุดที่ไม่มีทางเข้าถึง หนทางอันวิบาก แม้จะมีข้อสันนิษฐานมากมายถึงที่ซ่อน แต่ถ้าได้เจอเส้นทางเดิน คุณอาจต้องคิดอีกครั้ง ขุมทรัพย์ที่ไม่มีวันหาเจอนี้ ดั๊ก เออร์มันเทราท์ และคาเรน เอลบี้ คือหน่วยกล้าตายที่อยากเข้าไปพิสูจน์ พวกเขาเลือกสำรวจเหมืองทางปลายสุดด้านตะวันออกของเทือกเขา การเดินทางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ไม่มีอะไรที่จะวัดใจพวกเขาไปได้ดีเกินกว่าทองคำที่ กองอยู่มากมายมหาศาลตรงหน้า




อันดับ 5 : รูปปั้นแม่พระมาดอนน่าเงิน (Silver Madonna : Charleston, New Hampshire)
โจรย่อมเสียทีอะไรง่ายๆ เสมอ แต่นั่นก็ทำให้เราเสียของศักดิ์สิทธิ์ไปด้วยเช่นกัน เทือกเขานิวแฮมป์เชียร์ เทือกเขาที่ฝังร่างของเหตุการณ์สำคัญในวันนั้นเอาไว้ ร่างหนึ่งคือ รูปปั้นแม่พระมาดอนน่าอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอีกร่างคือ หัวขโมยที่ต้องมาจบชีวิตในที่แห่งนี้ รูปปั้นแม่พระมาดอนน่าแห่งโบสถ์เซนต์ฟรานซิส ที่เหล่าทหารของผู้พันโรเบิร์ต โรเจอร์ ได้ขโมยไป คือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียนแดง การไล่ล่าทำให้พวกผู้ร้ายจนมุมที่เทือกเขา แล้วพวกมันก็ได้ทิ้งปริศนาที่ซ่อนรูปปั้นเงินแม่พระมาดอนน่าไว้ด้วย บัดนี้ สมบัติชิ้นนี้ถูกขโมยไป และหายสาบสูญ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีซักวันที่หาพบ...



 
อันดับ 4 : มันนี่พิต (The Money Pit : Oak Island, Nova Scotia)
กับดักโจรสลัด เหมืองโบราณที่ฝังอยู่ใต้ดินลึกโดยไม่มีช่องทางเข้าถึง ป้อมฟอร์ทน็อกซ์ ที่เกาะโอ๊คไอแลนด์ เกาะที่ล้อมรอบด้วยเวิ้งเล็กๆ ที่เงียบสงบ ขุมทรัพย์โจรอันน่าทึ่ง ตำนาน “บ่อเงินมันนี่พิต” แห่งนี้ถูกขุดลงไปจนลึกถึง 90 ฟุต และฝังชั้นยกพื้นโดยเว้นช่วงห่างกันทุก ๆ 10 ฟุต นี่คือกับดักชั้นยอด เพราะการเคลื่อนย้ายชั้นยกพื้นจะทำให้กลไกต่างๆ เริ่มทำงาน น้ำจะท่วมมิดบ่อเงิน! ปริศนาแสนแปลกที่ จิม ฮาร์วี่ พยายามทดลอง และพิสูจน์อยู่หลายครั้ง ลายแทง เครื่องหมายบางอย่างบนก้อนหิน คำสาบแช่ง จะเป็นตัวปิดบังความลับของที่ซ่อนสิ่งมีค่าหรือไม่... ยังไม่มีใครรู้




อันดับ 3 : ขุมทองแคลิฟอร์เนีย (California Gold : Sonora, California)
โซโนร่า แคลิฟอร์เนีย เป็นที่ที่หนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเสี่ยงโชค เพราะทุกๆ ย่างก้าวมีเดิมพันรออยู่ ผู้ที่หลงใหลในสิ่งล้ำค่า หรือนักตื่นทองฟังทางนี้... คุณจะได้ค้นพบขุมทรัพย์ของจริง ทองคำบริสุทธิ์ ที่ลำธารเชิงเขา เซียร์ร่า เนวาด้า จุดที่ผู้แสวงหาโชคชอบมาร่อนทอง 300 ไมล์ตลอดแนวมีแร่ทองคำอยู่เป็นจำนวนมาก คุณจะพบทองง่ายๆ เหมือนดั่ง 2 พ่อลูกคู่นี้ ริต้า ฟลอยด์ และมาริโอ้ พวกเขามีสิทธิ์เข้าสำรวจที่ดินในบริเวณนี้ด้วยเครื่องมือไม่กี่ชนิด ที่สามารถเปลี่ยนผู้ที่มาพบให้เป็นคนละคนได้ในพริบตา คุณเองก็อย่ารอช้า เพราะถ้าคุณเจอคุณก็รับไปเต็มๆ




อันดับ 2 : ซากเรือซานมิเกล (San Miguel Shipwreck : Fort Pierce, Florida)
ใต้ห้วงท้องทะเลลึก สมบัติล้ำค่าฝังอยู่ในนั้น เมื่อเรือซานมิเกลล่มกลางมหาสมุทร สัมภาระ และสิ่งของต่างๆ ก็จมลงไปด้วย คาดเดากันว่า ทองคำ เพชรพลอย ทรัพย์สมบัติส่วนตัวของพ่อค้า มีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านเหรียญเลยทีเดียว ด้วยโจทย์ที่น่าดึงดูดเช่นนี้ นักล่าสมบัติจากเรือซานมิเกลคือ ผู้หนึ่งที่ต้องการจะพบสมบัติก่อน ทอม ไกดัส และร็อบ เวสตริก 2 หุ้นส่วน กับการหาของมีค่าจากซากเรือ


 เงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์

อันดับ 1 : เงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ (D.B.Cooper’s Ransom Money : Portland, Oregon)
อะไรจะพิสดารกว่านี้อีก การปล้นลอยฟ้าที่เจ้าโจรได้เงินสด ไปถึง 2 แสนเหรียญ ก่อนจะกระโดดออกสู่ท้องฟ้าครึ้มพายุที่ความสูง 10,000 ฟุต แม้การปฏิบัติการที่บ้าบิ่นจะทำให้โจรรายนี้หายสาบสูญไป แต่ผู้คนก็ยังคงตามล่า เงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ เป็นไปได้หรือที่ ดี บี คูเปอร์ จะรอด และฮุปเงินไปทั้งหมด หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมา 9 ปี เงิน 5,800 เหรียญถูกพบในสภาพฝังอยู่ในสันทรายกลางแม่น้ำโคลัมเบีย ปริศนาเงินค่าไถ่ของ ดี บี คูเปอร์ จึงเริ่มขึ้น สมมติฐานต่างๆ จากความบ้าบิ่นกลางเวหาครั้งนั้น ทำให้ เจอรี่ โธมัส พยายามสืบหาเงินที่เหลือให้ได้ เขาคิด และคาดเดาเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อไปต่างๆ นานา เขาทดลองกับสถานการณ์ที่เขาตั้งขึ้น และทุกครั้ง เจอรี่ ก็ได้คำตอบที่ใกล้เข้าไปทุกที นี่อาจเป็นการค้นพบขุมทรัพย์ และได้คลี่คลายคดีครั้งสำคัญก็ได้

กุมารทอง

กุมารทอง เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของไทยเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ที่มาของกุมารทองมาจากการเลี้ยงภูติผีปีศาจไว้ใช้งาน โดยกุมารทองจะเป็นวิญญาณของเด็กผู้ชาย หากเป็นวิญญาณผู้หญิงที่คนเลี้ยงไว้จะเรียกว่า "โหงพราย"
กุมารทองนั้นแรกเริ่มเดิมทีมาจากวิญญาณของเด็กที่ตายในท้องแม่หรือที่เรียกว่าตายทั้งกลม ผู้มีวิชาอาคมจะไปนำพาวิญญาณเด็กนั้นมาเลี้ยงไว้เป็นลูก จากหลักฐานที่พบในเอกสารโบราณระบุถึงการทำกุมารทองสรุปว่า ต้องหาศพที่ตายทั้งกลม แล้วประกอบพิธีกรรมผ่าเอาศพทารกในท้องนั้นมาย่างไฟให้แห้งสนิทก่อนรุ่งอรุณ แล้วจึงลงรักปิดทองให้ทั่ว ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่ากุมารทอง ต่อมาสภาพสังคมและวัฒนธรรมพัฒนาไปมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างกุมารทองจากศพทารกจริง ๆ ได้ จึงได้มีการดัดแปลงกรรมวิธีการสร้างกุมารทองขึ้น โดยใช้ดินเจ็ดป่าช้าบ้าง ไม้รักซ้อนหรือไม้มะยมบ้าง ไปจนถึงโลหะ มาสร้างเป็นรูปกุมาร แล้วปลุกเสกตั้งจิต ตั้งธาตุทั้ง 4 และเรียกอาการสามสิบสองให้บังเกิดเป็นจิตวิญญาณของเด็กขึ้นมา
กุมารทองปัจจุบันนิยมสร้างเป็นรูปเด็ก ลักษณะเป็นเด็กไว้จุก นุ่งโจงกระเบนอย่างโบราณ กลายเป็นเครื่องรางของขลัง เชื่อกันว่าเสมือนมีวิญญาณเด็กอยู่ในรูปกุมารนั้น ผู้บูชาต้องเลี้ยงดูเหมือนลูกของตน ต้องให้ข้าวน้ำเซ่นสรวงและต้องเรียกให้กินข้าวด้วย กล่าวกันว่าหากปฏิบัติดูแลดีกุมารทองก็จะช่วยค้ำคูณ อาทิ ช่วยคุ้มครองป้องกันเจ้าของและครอบครัวจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ช่วยให้ทำมาค้าขึ้น ไปจนถึงเตือนภัยล่วงหน้าอีกด้วย และจะคอยติดตามเฝ้าระวังบ้านเรือนจากโจรผู้ร้ายและศัตรูไม่ให้มากล้ำกราย ปัจจุบันผู้บูชานิยมไหว้ด้วยน้ำแดง เรื่องราวของกุมารทองถูกกล่าวถึงใน วรรณคดีไทย เช่น ขุนช้างขุนแผน บ้างก็นับลูกกรอก เป็นกุมารทองด้วย
เครื่องรางอีกประเภทหนึ่งที่คล้ายกันคือรักยม ทั้งกุมารทองและรักยมปัจจุบันยังมีผู้นิยมบูชากันอยู่ไม่น้อยในสังคมไทย

Saint Seiya The Lost Legend

ปฐมกาลณ จุดเริ่มต้นของกาลเวลาจักรวาลยังคงว่างเปล่าปราศจากสรรพสิ่ง จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Big Bang ได้เกิดขึ้น ถือเป็นจุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล

เมื่อเวลาล่วงเลยไป Big Will สัญลักษณ์แห่งจิตจักรวาลได้ก่อปาฎิหารย์ขึ้นบนโลก โดยแผ่พลังงานที่เรียกว่าคอสโม่อันเป็นพลังแห่งจักรวาลซึ่งส่งผลให้เกิดจิตวิญญาณขึ้นในทุกสรรพสิ่งที่มันสัมผัส พลังงานแห่งจักรวาลอันได้มาจากดวงดาวในห้วงอวกาศนั้น เป็นคำอธิบายได้ว่าเหตุใดชะตามนุษย์จึงสัมพันธ์กับดวงดาวอย่างแนบแน่น จิตวิญญาณที่สามารถสื่อสารกับ Big Will ได้นั้นเรียกกันว่าเทพเจ้า อาจกล่าวได้ว่าแม้แต่มนุษย์เองหากรู้จักที่จะสื่อสารกับ Big Will เพื่อดึงพลังคอสโมจากห้วงจักรวาลได้ มนุษย์นั้นก็จัดอยู่ในระดับใกล้เคียงเทพเจ้าเลยทีเดียว



ยุคสมัยของปวงเทพ
อาจกล่าวได้ว่าบรรพบุรุษแห่งเทพเจ้าเป็นวงศ์วานเดียวกับมนุษย์ มีเทพเพียงสามองค์เท่านั้นที่ถือว่าเป็นเทพอรูปหรือเป็นจิตวิญญาณแห่งจักรวาลที่แท้ เทพทั้งสามองค์นั้นได้แก่ มหามารดาไกอา, บิดรแห่งท้องนภา ยูเรนอส และวิญญาณแห่งห้วงสมุทร พอนธอส (Gaia, Uranos, Ponthos) มนุษย์สามคนแรกที่สามารถเข้าถึงจิตวิญญาณแห่ง Big Will ได้แก่ เซอุส โปเซดอน และเฮดีส ทั้งสามคนได้รับการสักการะให้เป็นต้นตระกูลแห่งเทพ ปกครองโลกมนุษย์ โลกใต้สมุทร และโลกแห่งความตายตามลำดับ เทพทั้งสามกลายเป็นเทพเหนือเทพเพราะมีพลังแห่ง Big Will หรือที่มนุษย์เรียกกันว่าสัมผัสที่ 9 (ninth sense) ซึ่งเทพปกติจะมีสัมผัสถึงระดับที่แปดเท่านั้น Eighth sense มีคำเรียกว่าอารายาชิกิ ส่วนมนุษย์ที่สามารถผนึกพลังคอสโมได้ถึงขั้นนั้นจะมีสัมผัสอยู่ที่ระดับ สัมผัสที่เจ็ด (seventh sense) แต่ก็มีบ้างที่มนุษย์บางคนสามารถเรียนรู้สัมผัสที่แปดหรืออารายาชิกิที่ สามารถทำให้พวกเขาก้าวสู่โลกแห่งความตายได้ทั้งที่ยังมีชีวิต

ด้วยพลังของ Big Will ทำให้จิตวิญญาณของปวงเทพคงความอมตะ แต่ร่างกายยังคงเสื่อมถอยตามวัฏจักรของธรรมชาติ ดังนั้นปวงเทพจึงต้องใช้วิธีกลับชาติ(reincarnate)มาเกิดเป็นยุคๆ (เช่น อาธีนาที่กลับชาติมาเกิดทุก 250 ปี) เติบโตในร่างมนุษย์และอาศัยการผนึกจิตเพื่อให้เข้าถึง Big Will อีกครั้ง เทพบางองค์ที่กลับชาติมาเกิดจะเข้าถึงความทรงจำเมื่อครั้งเป็นเทพได้ก็ต่อเมื่อเวลาอันควรมาถึง คิโด ซาโอริ รู้ว่าตนเองคืออาธีนาเมื่อเติบโตเป็นวัยรุ่น จูเลียน โซโล มหาเศรษฐีผู้กุมเส้นเลือดของเศรษฐกิจแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทราบจากคำบอกเล่าของเทติสว่าตนคือโปเซดอน ราชันย์แห่งนครแอตแลนติส แต่จิตแห่งโปเซดอนที่แท้จริงกลับมาตื่นเอาเมื่อต้องปะทะกับเหล่าบรอนซ์เซ็นต์ที่หน้า เมน เบรดไวน์เนอร์

..มนุษย์อีกผู้หนึ่งที่ควรกล่าวถึงคือชากะ (ซึ่งจริงๆแล้วควรอ่านว่าสักกะ) เขาสืบเชื้อสายจากราชวงศ์ศากยะอันเป็นราชวงศ์เดียวกับพระศากยมุนี หรือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชากะเป็นเซ็นต์คนแรกที่เข้าถึงสัมผัสที่ 8 อารายาชิกิ เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับสงครามศักดิ์สิทธิ์ดีที่สุดในหมู่เซ็นต์ ดวงตาที่ปิดสนิทรคล้ายเนตรแห่งองค์ศิวะ และนี่เองคือเหตุผลว่าทำผู้คนจึงขนานนามของชากะว่าเป็นมนุษย์ที่ใกล้เคียง เทพเจ้าที่สุด

เทพเจ้า ปกครองโลกมาแสนนาน จนในที่สุดเห็นว่ามนุษย์พร้อมจะวิวัฒน์สั่งสมอารยธรรมได้ด้วยตนเองแล้ว เซอุสจึงหวนสู่อาณาจักแห่งโอลิมปัสพร้อมเหล่าเทพนิกรของตน์ ทิ้งภาระการดูแลโลกให้กับบุตรีนามอาธีนาซึ่งกลับชาติมาเกิดอยู่เป็นวาระๆ



สงครามศักดิ์สิทธิ์

The Holy Wars เป็นการต่อสู้ระหว่างปวงเทพและมนุษย์ใต้สังกัดของตน เทพองค์แรกผู้ก่อสงครามได้แก่โปเซดอนผู้ ตัดสินใจจะรวบโลกมนุษย์เข้าใต้อาณัติการปกครองของแอตแลนติส โปเซดอนมีกองทัพอันเกรียงไกรที่ประกอบด้วยนักรบที่เรียกว่ามารีนเนอร์เป็น จำนวนมาก มารีนเนอร์เหล่านี้กระจายกำลังอยู่ทั่วเจ็ดคาบสมุทรโดยมีแม่ทัพ(General) ทั้งเจ็ดคอยบัญชาการอีกต่อหนึ่ง โปเซดอนประทานเกราะที่เรียกว่าสเกล (Scales) ให้แก่เจเนรัลทั้งเจ็ด โดยเกราะเหล่านี้นอกจากจะสถิตไปด้วยจิตวิญญาณแห่งห้วงสมุทร เช่น คราเกนหรือไซเรนแล้ว ยังเป็นเกราะที่ถูกสร้างจากโลหะ Orichalcum ซึ่งตามตำนานเซเลเนียนกล่าวว่าเป็นโลหะที่อยู่ในอุกกาบาตยักษ์จากดาวเสาร์ ซึ่งเคยพุ่งชนนครแอตแลนติสเมื่อนานมาแล้ว

สงคราม เริ่มต้นขึ้นเมื่ออาธีนาปฏิเสธที่จะยกโลกให้กับโปเซดอน นักรบของเทวีแห่งสงครามกลับพ่ายแพ้เหล่ามารีนเนอร์อย่างง่ายดายเนื่องจากพลา นุภาพของสเกลที่มารีนเนอร์สวมใส่ พวกเขาตายไปทีละคนละคนเหลือเพียงเด็กหนุ่มคนเดียวที่รอดชีวิตจากสงครามมาได้ อาธีนาไม่ต้องการให้นักรบผู้จงรักล้มตายไปมากกว่านี้จึงตัดสินใจมอบเกราะ แห่งเทพให้ โดยเรียกตัวนักปราชญ์จากเลมูเรีย(ทวีปมู)ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของมหาสมุทร แปซิฟิกมาเข้าเฝ้านางที่แซงจูรี่ นักปราชญ์ชาวมูเสนอให้นางสร้างชุดเกราะที่เรียกว่า Cloth ให้กับนักรบแห่งแซงจูรี่ โดยผู้มีคุณสมบัติสวมชุดเหล่านี้จะถูกขนานนามว่าเซ็นต์ อาธีนาผู้ถือเป็นเทวีแห่งปัญญาได้ออกแบบชุดคลอธด้วยตัวของนางเอง โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากกลุ่มดาวบนท้องฟ้าทั้ง 88 กลุ่ม ชุดคลอธแต่ละชุดได้รับพลังจากดาวหลักในแต่ละกลุ่มดาว โดยชุดที่แข็งแกร่งที่สุดถูกออกแบบขึ้นตามกลุ่มดาวทั้ง 12 ราศีนั้นเรียกว่าโกลด์คลอธ เซ็นต์ผู้สวมโกลด์คลอธจะต้องมีราศีเกิดสอดคล้องกับชุดที่สวมอยู่ (ซึ่งภายหลังอีกหลายพันปีเด็กหนุ่มูชื่อเซย์ยาได้รับคลอธนี้ไป หนึ่งเพราะจิตใจที่มุ่งมั่นจะปกป้องอาธีนา สองเขาเกิดราศีเดียวกับเจ้าของคลอธคนเดิมที่ชื่อไอโอลอส นั่นคือราศีธนู)

เพื่อให้คลอธมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าสเกล คลอธแต่ละชุดถูกตีขึ้นจากโลหะ Orichalcum นอกจากนั้นยังผสานเข้ากับ Alloy ประเภท Gammanium อันได้จากละอองดาวที่อาบไปด้วย Big Will และคอสโม เป็นผลให้ชุดคลอธมีจิตวิญญาณของมันเอง นักปราชญ์ชาวมูทำหน้าที่สร้างชุดเกราะให้เหล่าเซ็นต์มาตลอดห้วงสงครามศักดิ์สิทธิ์จนกระทั่งอาณาจักรมูล่มสลายไป เพราะการโจมตีของสเป็คเตอร์กับเทพราชวงศ์ไตตัน(ผู้เกิดจาก Big Bang) ความย่อยยับของมูมีเฮดิสเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง นักปราชญ์ชาวมูมีผู้สืบทอดคนสุดท้ายอยู่ในตำแหน่งของโกลด์เซ็นต์แห่งราศีเมษ และครองตำแหน่ง Saint of Aries ตลอดมา

อาธีนากลับชาติมาเกิดอีกครั้งก่อนเริ่มสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งที่สอง ผู้นำที่ทำหน้าที่คัดสรรเด็กหนุ่มที่จะเป็นเซ็นต์ให้กับอาธีนาถูกเรียกว่า Pope (ภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่าเคียวโก) หรือ Monk-Emperor ที่นอกจากจะทำหน้าที่รับบัญชาของอาธีนามาถ่ายทอดต่อเหล่าเซ็นต์แล้ว ยังทำหน้าที่ปกครองแซงจูรีในช่วงที่อาธีนายังไม่จุติลงมาอีกด้วย

ในที่สุดเหล่าเซ็นต์ก็ชนะสงคราม พวกเขาขับไล่มารีนเนอร์กลับลงสู่ห้วงสมุทร โปเซดอนสดับข่าวความปราชัยอย่างไม่สบอารมณ์ เจ้าสมุทรผู้นี้ได้เรียกมารีนเนอร์ที่เหลืออยู่มารวมพลในวิหารที่แอตแลนติสเพื่อเตรียมตัวโต้กลับ แต่อาธีนาและเซ็นต์อีกแปดคนกลับทะลวงเข้าถึงใจกลางวิหาร โค่นมารีนเนอร์ที่เหลือและทลายวิหารใต้สมุทรเสียราบคาบ เทวีองค์นี้ทำการผนึกวิญญาณของโปเซดอนไว้ที่ขั้วโลกเหนือโดยมีเซ็นต์จำนวนหนึ่งเฝ้าผนึกเอาไว้ ส่วนมารีนเนอร์ที่แตกพ่ายจำนวนหนึ่งได้รวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ ทำการสร้างวิหารขึ้นแถบี่แหลมซูนิออนในกรีซ ที่ตั้งของวิหารอยู่ใต้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีหอคอยชื่อ Main Breadwinner เป็นเสาหลัก



ตำนานแห่งดาวตก

ผ่าน ไปเจ็ดยุค อาธีนาสร้างวิหาร 12 แห่งขึ้นบริเวณกรุงเอเธนส์รายล้อมวิหารหลักเอาไว้ บริเวณนี้ถูกขนานนามจากมนุษย์ว่านครศักดิ์สิทธิ์หรือ Sanctuary ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ชั่วกาลหนึ่งจนกระทั่งเกิดสงครามระหว่างอาธีนากับพวกยักษ์ (Giant) สงครามระหว่างแซงจูรี่กับ Giants ถูกบันทึกไว้ในนามของ Gigantomachy พวกยักษ์ถูกเซ็นต์พิชิตลงอย่างราบคาบ อาธีนาได้ต่อสู้กับผู้นำของพวกยักษ์ที่ชื่อ Encelade และขังมันเอาไว้ใต้เกาะซิซิลี บางตำนานกล่าวว่า Encelade ยังคงพวยพุ่งลมหายใจอันร้อนแรงของมันออกมาทางปล่องภูเขาไฟเอทนามาจนถึงทุกวันนี้ (ทว่าบันทึกบางเล่มกลับกล่าวว่า ผู้ที่อยู่ใต้ปล่องเอทนาไม่ใช่ Encelade แต่เป็นอสูรร้าย Typhoon ที่ถูกพิชิตโดยมหาเทพเซอุสเมื่อครั้งบรรพกาลต่างหาก)

เมื่อสงครามสงบลง อาธีนากับเหล่าเซ็นต์ถูกคุกคามโดยเทพ Ares ที่มี Hades เจ้าแห่งโลกล่างหนุนหลังอยู่ การต่อสู้เป็นไปอย่างยากลำบากเพราะ Ares ไม่เพียงแข็งแกร่งกว่าอาธีนาเท่านั้น แต่ยังมีกองทัพของ Berserker สี่เหล่าเป็นกองหนุนอีกด้วย อาธีนาคิดยุทธวิธีใหม่เพื่อปราบ Berserker โดยให้เหล่าเซ็นต์ตั้งพยุหะศาสตราที่มาจากคลอธของเซ็นต์ Libra และท้ายที่สุดก็สามารถขับไล่ Ares ให้หนีไปที่ขุมนรกได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ยังความไม่พอใจแก่ Hades เป็นอย่างมาก และถือเป็นชนวนสงครามระหว่างโลกบนกับโลกล่าง ในครั้งนั้นการต่อสู้ระหว่างอาธีนากับเฮดิสไม่ปรากฏผลอย่างเด็ดขาด แต่ตามบันทึกกล่าวว่าเฮดิสได้รับบาดเจ็บเพราะเซ็นต์คนหนึ่งซึ่งกลับชาติมาเกิดเป็น Saint Pegasus ในปัจจุบัน

สันติสุขดำเนินไปอีกหลายศตวรรษ จนกระทั่งเกาะเล็กๆชื่อเดธควีนได้ ถูกค้นพบ เกาะนี้เคยเป็นแนวเขาของทวีปมูมาก่อน ทำเลที่ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกและมีสภาพภูมิอากาศที่ทารุณมาก เกราะดำหรือ Black Cloths ถือกำเนิดขึ้นที่นี่ มันถูกสร้างโดยนักปราชญ์ชาวมูกลุ่มหนึ่ง เป็นชุดที่แข็งแกร่งหากแต่เทียบไม่ได้กับชุดคลอธที่สร้างขึ้นโดยทีมนัก ปราชญ์ของอาธีนา เกาะนี้จึงเป็นสวรรค์ของนักรบที่ไม่สามารถผ่านการทดสอบเพื่อเป็นเซ็นต์ พวกเขาพากันมารับชุดแบล็คคลอธเพื่อเป็นเกราะประจำตัว อาธีนามองนักรบเหล่านี้อย่างไม่วางใจและในที่สุดนางจึงส่งเซ็นต์จำนวนหนึ่ง มาประจำที่เกาะนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้นักรบตกสอบก่อความไม่สงบขึ้น

ต่อมาเกาะนี้กลายเป็นที่กักขังนักโทษที่เป็นเซ็นต์ผู้มีความผิดติดตัว นักโทษจำนวนมากถูกส่งมาจองจำที่เกาะนี้จนกลายเป็นแหล่งสุมหัวของเซ็นต์หัวรุนแรงเป็นจำนวนมาก Guilty พ่อของเอสเมรัลดาและอาจารย์ของอิคคิก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น นักโทษเหล่านั้นถูกสวมหน้ากากเพื่อเป็นการตีตราความผิดที่ตนได้กระทำขึ้น ไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้ออกจากเกาะ จนกว่าจะทำลายหน้ากากหรือฆ่าเจ้าของหน้ากากคนก่อนลง

นัก ปราชญ์ทรยศแห่งเดธควีนไม่มีความรู้พอที่จะสร้างคลอธสมบูรณ์แบบขึ้นมาได้ จึงได้แต่สร้างคลอธเลียนแบบบรอนซ์คลอธขึ้นมาเท่านั้น พวกเขาทำการสร้างคลอธวิหคเพลิงฟินิกซ์ขึ้นมาหลายครั้ง จนมันกลายเป็นคลอธที่สามารถคืนชีพตนเองได้ และเป็นหนึ่งในชุดคลอธที่แข็งแกร่งที่สุดอีกด้วย เด็กหนุ่มชื่ออิคคิเป็นคนแรกที่ได้รับชุดฟินิกซ์ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีมนุษย์คนใดสามารถผสานคอสโมของตนให้เข้ากับพลังแห่ง ฟินิกซ์ได้เลย




ก่อนสงครามครั้งสุดท้าย...

ค.ศ. 1743 เฮดิสต้องการหวนคืนสู่โลกเบื้องบนและทำลายมวลมนุษย์ เหล่าเซ็นต์แห่งอาธีนาซึ่งตอนนั้นมี 79 คนจึงรวมกำลังเข้าต่อต้าน แต่เซ็นต์เกือบทั้งหมดที่เข้าร่วมสงครามครั้งนั้นกลับตกตายตามกันกับนักรบทั้ง 108 ตนของเฮดิสที่ถูกเรียกว่า Specters (เกราะของ Specter เรียกว่า Surplices) เซ็นต์ที่รอดชีวิตจากสงครามครั้งนั้นมีเพียง 2 คนคือ Aries Shion และ Libra Dohko

Shion หนึ่งในทายาทของนักปราชญ์แห่งทวีปมูได้รับมอบหมายให้เป็น Pope คนต่อไป (เขาถูกเจมินี่ ซากะ สังหารในอีก 230 ปีให้หลัง) ส่วน Libra Dohko (อาจารย์ของชิริว) ถูกส่งไปเฝ้าหอคอยที่กักวิญญาณของเฮดิสไว้ ณ เทือกเขาโรซันในประเทศจีน ผนึกที่อาธีนากักเฮดิสกับสเป็คเตอร์ทั้ง 108 ตนได้เสื่อมอำนาจลงตามกาลเวลา ชะตากรรมแห่งสงครามได้เวียนมาครบรอบอีกครั้งเมื่อทั้งอาธีนาและเฮดิสได้หวนจุติมายังโลกมนุษย์ อาธีนาเกิดในแซงจูรีส่วนเฮดิสหมายตาร่างของเด็กคนหนึ่งซึ่งในอนาคตใครๆพากันเรียกเขาว่าแอนโดรเมด้า ชุน

เฮดิสใช้อำนาจแห่งความมืดเข้าชักจูงเจมินี่ ซากะ จนซากะซึ่งดำรงตำแหน่ง Pope ในขณะนั้นคิดสังหารอาธีนาในร่างทารก แต่เคราะห์ดีที่เซ็นต์ราศีธนูนามไอโอลอสพาทารกน้อยหลบรอดคมมีดหนีออกจากนคร ศักดิ์สิทธิ์ไปได้ ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้นคุณก็ทราบกันดีอยู่แล้วจากทั้งใน Manga และ Anime ครับ

Lilith: ลิลิธ ราชินีแห่งรัติกาล

ราชินีแห่งรัติกาล


ปกติแล้วถ้าพูดถึงลิลิธ เรามักจะคุ้นเคยกันดีในนามของราชินีแห่งรัตติกาล แต่บางทีนะครับ ก็เรียกกันด้วยนามอื่นเช่น ลิลี - Lili หรือ Lilu - ลิลู อันหมายถึงอสุรกายแห่งยามราตรี เรียกว่าความหมายผิดเพี้ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลย

ตามไบเบิลกล่าวไว้ว่า พระยะโฮวาห์เจ้าสร้างลิลิธขึ้นมาเพื่อให้เป็นเมียคนแรกของอดัม แต่วิญญาณของนางมีมลทิลมากตั้งแต่ตอนสร้าง ดังนั้นทายาทของลิลิธที่ให้กำเนิดแก่อดัม จึงมีแต่พวกอสุรกายมารร้ายที่น่าเกลียดน่ากลัว ท้ายที่สุดหลังจากปฐมบาปของมนุษย์เกอดขึ้น(การกินผลไม้ต้องห้าม) ลิลิธจึงกลายไปเป็นคนสนิทและชายาของซาตาน พระยะโฮวาห์จึงสร้างมนุษย์คนใหม่ขึ้นมาแทน นั่นก็คือ Eve ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากซี่โครงของอดัมนั่นเอง


ลิลิธเป็นหญิงที่มีความงาม - ที่ค่อนข้างจะออกไปทางน่ากลัว - อย่างไม่สร่างซา ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเธออายุเท่าไหร่ เนื่องจากกาลเวลาไม่สามารถสร้างรอยตำหนิให้แก่เธอได้... มาถึงตอนนี้สาวๆหลายคนคงอิจฉาลิลิธแล้วสินะครับ ข้อด้อยเพียงอย่างเดียวของเธอก็คือ ในบางเวลา ทอ่นขาอันเรียวงามของลิลิธจะเต็มไปด้วยขนอันยุ่บยั่ย เยอะจนมองไม่เห็นผิวเนื้อ ซึ่งเธอถือเป็นเรื่องน่าอับอายที่สุดในชีวิต ถ้าหากชายใดพบความลับของเธอเข้าล่ะก็ คงสายเสียแล้วครับ หากเขาคิดจะนำไปบอกใคร

เชื่อกันว่าลิลิธนี่แหละครับ คือ Mother of the Vampire ต้นตระกูลแห่งแวมไพร์ขนานแท้ ที่สืบเนื่องกันมานานหลายศตวรรษ โดยติดต่อกันผ่านทางสายเลือด หล่อนสามารถหายตัวผ่านสิ่งกีดขวางทุกชนิด และไปปรากฏตัวยังอีกด้านหนึ่งได้ เพื่อที่จะไปดูดเลือดเหยื่อ หรือไม่ก็สมสู่ล่อลวงผู้ชาย ผู้ชายที่สมสู่กับเธอในความฝัน เมื่อตื่นมาจะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ราวกับว่าถูกผีดูดเลือดสูบเลือดออกไปจากตัวจนเหือดแห้ง นอกจากพฤตกรรมชอบลักหลับผู้ชายแล้ว นิสัยของลิลิธที่คล้ายกับคนในยุคปัจจุบันคือถ้ำมองครับ หล่อนชอบหายตัวเข้าไปลอบดูสามีภรรยากุ๊กกิ๊กกัน และคอยขโมยน้ำเชื้อผู้ชายเพื่อนำไปสร้างเป็นอสุรกายตัวใหม่ ให้เป็นข้ารับใช้ของเธอ



ลิลิธจะเกลียดเด็กๆมาก เนื่องจากว่าลูกๆของเธอล้วนแล้วแต่จะน่าเกลียด น่าขยะแขยง ดังนั้นเมื่อสบโอกาส หล่อนจะทำลายเด็กทุกคนที่พานพบ หรือไม่ก็จักจูงให้เด็กๆพากันทำอะไรต่างๆนาๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่วิปริตวิตถารทั้งสิ้น

คำแนะนำครับ สำหรับสุภาพบุรุษท่านใด ที่กลัวลิลิธจะย่องเข้าหายามหลับ ควรใช้วิธีป้องกันง่ายๆ โดยเขียนข้อควาไว้หน้าประตูห้องนอนว่า "อาดัมกับอีฟเข้ามาในนี้ได้ แต่ราชินีลิลิธห้ามเข้า" อันนี้เป็นวิธีป้องกันของพวกฮีบรูและชาวยุโรปยุคกลาง ได้ผลหรือไม่นั้น นายโซนิคไม่รับรองด้วย

วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554

UFO


UFO คืออะไร?

ยูเอฟโอ หรือบางทีภาษาอังกฤษก็อ่านกันว่า ยูโฟ (มีพหูพจน์เป็น UFO's หรือ UFOs ซึ่งผมจะใช้บ่อยๆ) เป็นคำย่อครับ มาจากคำเต็มคือ " An Unidentifies Flying Object " ที่ถอดความหมายออกมาได้เป็น "วัตถุบินลึกลับ"

แล้วจานผี จานบินที่ว่า มันคืออะไร?
คำว่าจานบินที่เราใช้เรียก UFO บ่อยๆนั้น เป็นคำแบบไม่เป็นทางการนะครับ ฝรั่งก็มีเรียกเหมือนกันว่า Flying saucers ก็คงเจ้าคำนี้นั่นแหละ ที่เป็นที่มาของคำว่า จานผี จานบิน เพราะเดิมที ผู้คนมักจะมองว่า จานบินที่พวกเขาพบนั้น มีลักษณะคล้ายกับจานหรือชามสองใบคว่ำประกบกัน และบินไปในท้องฟ้า ก็เลยพาลเรียกว่าจานบินเอาเสียเลย

คำว่าจานบินนี่ก็มีที่ไปที่มาเหมือนกันนะครับ เพราะว่าผู้ที่เรียกมันว่าจานบิน(Flying saucers) เป็นคนแรกนั้น แกเป็นนักบินที่ชื่อ เคนเนธ อาร์โนลด์ นักธุรกิจและนักบินชาวอเมริกัน อาร์โนลด์เป็นเสืออากาศเก่า หลงไหลในการบินและเครื่องบินเอามากๆ วันหนึ่ง ขณะที่เขาขับเครื่องบินส่วนตัวอยู่เหนือเทือกเขาเรนเนียร์ ( Mount Rainnier) ในรัฐวอชิงตัน เวลาในตอนนั้นคือบ่ายสองโมง (เดือน มิ.ย. พ.ศ. 2490) ระดับความสูงของเครื่องอยู่ที่ 9500 ฟุต สภาพอากาศในวันนั้น เป็นวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส ทัศนวิสัยเรียกได้ว่า"ดีเลิศ" ไม่เป็นอุปสรรคใดๆต่อการบิน




ขณะที่อาร์โนลด์กำลังเพลิดเพลินกับบรรยากาศบนฟ้า ฉับพลัน เขาก็มองเห็นสิ่งบินลึกลับ อยู่ต่ำลงไปเบื้องล่าง กำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่เหนือหุบเขาสูงๆต่ำๆ ซึ่งทอดแนวยาวต่ำกว่าเพดานบินของเขาลงไป อาร์โนลด์รู้สึกพิศวงกับสิ่งที่เห็น เนื่องด้วยประสบการณ์เสืออากาศของเขา ยังไม่สามารถบอกได้ว่า เจ้าสิ่งที่เห็นนั้นคืออะไร มันบินด้วยลักษณะอาการที่แตกต่างไปจากสิ่งบินหรืออากาศยานในสมัยนั้นโดยสิ้นเชิง ด้วยลักษณะที่เหมือนกับจานสองใบประกบกัน อาร์โนลด์เรียกมันว่าจานบินครับ ลักษณะการบินของมันก็แปลกใช่ย่อย มันร่อนไปในลักษณะที่แฉลบไปมา "เหมือนกับเวลาเราร่อนหินหรือจานแบนๆ ให้แฉลบไปบนผิวน้ำ" อาร์โนลด์กล่าว จานบินที่เขาเห็นมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 9 ลำ บินเกาะหมู่กันมาอย่างไม่เป็นระเบียบ คล้ายลูกปัดที่ร้อยกันห่างๆด้วยด้ายหรือโซ่ "จะว่าไปมันก็เหมือนห่านที่บินเรียงแถวกัน" เขาย้ำ ขนาดของจานบินเหล่านั้น มีขนาดประมาณ 2/3 ของเครื่อง DC-4 บินด้วยความเร็วประมาณ 1,700 ไมล์ต่อชั่วโมง มากกว่าเครื่องเชสน่าลำโปรดของเขาหลายเท่านัก




เนื่องจากเคนเนธ อาร์โนลด์ เป็นคนมีชื่อเสียงและเป็นที่นับถือของคนทั่วไป อีกทั้งเป็นนักบินผู้มีประสบการณ์ เชียวชาญในเรื่องเครื่องบินเกือบทุกชนิด ดังนั้นการที่เขาเห็นยานลึกลับเก้าลำ และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเครื่องบินชนิดใด จึงทำให้คนทั่วไปเชื่อกันว่า เคนเนธ อาร์โนลด์ คงได้เห็นสิ่งบินที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยมนุษย์บนโลกเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตาม กองทัพอากาศสหรัฐ ได้ออกมาแถลงข่าวว่า สิ่งที่อาร์โนลด์เห็นเป็นเพียงภาพลวงตา ซึ่งนักบินเก่าผู้นี้ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ไปเช่นกันว่า "ผมรายงานข่าวนี้ออกไป เนื่องเพราะว่าผมเป็นนักบิน ควรต้องรายงานสิ่งไม่ชอบมาพากลที่เห็นออกไป ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงหรือเงินทองแต่อย่างใดทั้งสิ้น" อืมห์... ก็แหงล่ะครับ แกทั้งรวยทั้งดังเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนี่นา

นั่นคือที่ไปที่มาโดยย่อๆของปรากฏการณ์ประหลาด ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้รับคำยืนยันใดๆทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับเป็นการแถลงอย่างเป็นทางการครั้งแรก เกี่ยวกับเจ้าสิ่งบินลึกลับที่ชะแว้บไปมา พาให้มนุษย์โลกฉงนฉงายกันจนทุกวันนี้ ณ เบื้องต้น นายโซนิคจะขออธิบายคร่าวๆ เกี่ยวกับลักษณะ ประเภท ของ UFO โดยสังเขป ขอย้ำว่าโดยสังเขปนะครับ ถ้าต้องการรายละเอียดจริงๆชนิดเอาไปเป็นหนังสืออ้างอิงล่ะก็ เชิญตามห้องสมุดหรือตามร้านหนังสือใหญ่ๆดีกว่าครับ ละเอียดและดีกว่ากันเยอะเลย ส่วนของนายโซนิคเนี่ย เอาเป็นว่าเล่ากันพอหอมปากหอมคอสำหรับผู้สนใจก็แล้วกันนะครับ


[ ลักษณะและชนิดของ UFO ]
จากรายงานการพบเห็นเห็นสิ่งบินลึกลับ ที่ทางการสหรัฐรวบรวมไว้ และไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไรนั้น สามารถจะแบ่งลักษณะของยานลึกลับออกได้เป็น 12 แบบ ดังนี้

1. ลักษณะคล้ายพยัญชนะ Z ในภาษาอังกฤษ หรืออาจจะมองได้อีกแบบว่า มีลักษณะเหมือนใบพัด เป็นโลหะยาว ความยาวประมาณ 8-9 ฟุต กว้าง 2 ฟุต (อืม.. แล้วอะไรจะนั่งได้ล่ะเนี่ย?) รายงานแรกที่พบเห็นมีเมื่อวันที่ 29 ก.ค. พ.ศ. 2490 เวลา 9.55 น ซึ่งขณะนั้นบินอยู่สูงประมาณ 30 ฟุต

2. ลักษณะคล้ายเครื่องบินแบบธรรมดา แต่ข้อพิเศษของมันคือมีออร่า เอ๊ย.. มีรังสีเป็นสีแดงล้อมรอบ นักเรียนนายเรือ ภรรยาและเพื่อนๆได้เห็นยานประหลาดชนิดนี้ในคืนวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2494 เวลาประมาณสามทุ่ม ซึ่งวัตถุเหล่านี้บินมาเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 2-9 ลำ วัตถุเหล่านี้บินเป็นเส้นตรงครับ

3. ลักษณะคล้ายเครื่องบิน ผู้บังคับหอการบินได้เห็นยานชนิดนี้เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2493 เวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ขณะบินมีแสงสว่างจ้า แต่จะกระพริบเป็นบางครั้ง มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องบินแบบ [u-29 ที่ปีกไม่มีเครื่องยนต์หรือใบพัด

4. ลักษณะแบบซิการ์ ชาวนาและลูกมือกำลังตัดและรักษาต้นยาสูบอยู่ในตอนเที่ยงคืน ของวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 ได้เห็นยานลักษณะนี้สองลำ ลำหนึ่งลอยนิ่งขณะที่ลำหนึ่งบินไปทางขวา และย้อนกลับมาทางเดิม ทั้งสองลำพ่นประกายออกจากส่วนท้าย ยานเหล่านี้มีลักษณะเป็นมันวาว มีแสงสะท้อน และมีแสงสวางอยู่ภายในด้วย




5. ลักษณะคล้ายจรวด ได้มีนักบินผู้หนึ่งพบเห็นยานบินชนิดนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2491 ขณะกำลังขับเครื่อง CD-3 ในเวลา 03.40 ยานลำนี้ได้บินเข้าหาเครื่องของนักบินและบินผ่านไปทางขวา ยานลำนี้อาจขับเคลื่อนด้วยจรวดหรือเครื่องบินแบบเจ็ท เพราะส่งประกายออกทางตอนท้าย ไม่มีปีก แต่มีหน้าต่างสองแถว สามารถมองเห็นแสงไฟแว่บออกมานิดหน่อย

6. จานบินแบบที่ 1 ช่างเครื่องยนต์คนหนึ่งได้เห็นจานบินชนิดนี้ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2495 เวลา 19.30 น. ยานชนิดนี้สามารถบินเปลี่ยนทิศทางได้ฉับไว และขับเคลื่อนได้รวดเร็วมากด้วย มีแสงสีขาวซึ่งบางครั้งเปลี่ยนเป็นสีแดง บางทีแสงก็ดับไปนานๆในลักษณะที่ใช่การกระพริบ

7. จานบินแบบที่ 2 มีลักษณะแบนและมีทรงกลม พบโดยนักบินในกองทัพสหรัฐประจำเกาหลี เมื่อดือนมิถุนายน 2495 เวลา 08.42 น. ยานดังกล่าวบินในลักษณะแปลกคือ มีอาการสั่น ทิศทางในการบินนั้น บางครั้งก็บินเป็นเส้นตรง บางครั้งก็หยุดอยู่กับที่ ขณะหนึ่งก็มีบินดิ่งขึ้น แล้วก็สั่นอีก เป็นต้น

8. จานบินแบบที่ 3 ได้มีผู้พบเห็นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2491 เวลา 08.25 น. โดยช่างไฟฟ้าผู้หนึ่ง จานบินชนิดนี้บินเป็นเส้นตรงครับ

UFO มาจากไหนและมาทำอะไร? ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ก้อนหิน ดินทราย ขนมปัง ปลากระป๋อง หรือแม้แต่ UFOs มันก็ต้องมีที่ไปที่มาจริงไหมครับ ถ้า UFOs ที่ข่าวการพบเห็นให้เราได้ยินกันทุกวันๆนั้นมีอยู่จริง มันก็ต้องมีที่มาใช่ใช่ไหมครับ สถานที่ๆ UFOs เหล่านั้นจากมามันต้องมีอยู่ที่ไหนสักแห่งนี่แหละ ส่วนจะเป็นที่ไหนนั้นยังไม่มีใครตอบได้ หรือมีคนเหล่านั้นก็ดันไม่ยอมปริปากด้วยเหตุผลบางประการ ( เช่น NASA และรัฐบาลของมหาอำนาจตะวันตก อ้อ อย่าดูถูกญี่ปุ่นกับจีนนะครับ นี่ก็ใช่เล่นเหมือนกัน มีข่าวมาเหมือนกัน ว่าทั้งสองประเทศนี้กำลังทำโครงการลับๆอะไรบางอย่าง ที่เกี่ยวกับ UFOs อยู่ ) ในเมื่อหาคำตอบที่ถูกต้องไม่ได้ก็ต้องอาศัยสมมุติฐานเข้าช่วยล่ะครับ มีนักวิชาการหลายท่านเสนอทฤษฎีน่าสนใจขึ้นมา เกี่ยวกับคำถามที่ว่า " UFOs มาจากไหน " ลองมาดูกันครับ ว่า UFOs น่าจะมาจากที่ไหนบ้าง

หรือว่า... มาจากดาวดวงอื่น
เป็นทฤษฎีที่ป๊อบที่สุด และมีความเป็นไปได้มากที่สุดครับ ดูจากลักษณะทั่วไปของ UFOs มันถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ไม่มีชาติใดในโลกทำได้ ( อย่างน้อยก็ตอนนี้ ) ในบางรายที่พบเห็น UFOs ยืนยันว่า มันไม่เหมือนอากาศยานของชาติใดในโลกอย่างเด็ดขาด ส่วนนักบินที่มากับ UFOs เล่า หน้าตาแต่ละท่านไม่เหมือนเผ่าพันธ์ชาวพิภพเราเลยสักนิดเดียว ดังนั้น นักวิชาการหลายคนจึงลงความเห็นว่า พวกนี้น่าจะมาจากต่างดาวครับ

ข้อยืนยันก็คือ ดวงดาวในห้วงอวกาศมีมากมายจนนับทั้งชีวิตก็ไม่ถ้วน อาจจะมีดาวเคราะห์ในสักจักรวาลหนึ่ง ที่มีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่เช่นพวกเรา มีความเป็นไปได้ใช่ไหมล่ะครับ? ปัญหาก็คือ ระยะทางระหว่างแต่ละแกแล็คซี่มันช่างไกลกันจนน่าใจหาย ความเร็วที่สุดของที่สุดที่มนุษย์รู้จักในปัจจุบันก็คือความเร็วแสง ถึงขนาดว่าแสงเร็วกว่าจะเดินทางไปถึงดาวบางดวงที่อยู่ใกล้ๆ ก็ยังกินเวลาเป็นร้อยๆปีด้วยซ้ำ จะกินเวลาอีกสักเท่าไหร่กันครับ กว่าเทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวข้ามกำแพงแห่งความเร็วแสง เพื่อเปิดยุคแห่งการสัญจรระหว่างดวงดาว จะได้รู้ๆกันเสียทีว่า ดาวดวงใดบ้าง ที่มีสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์เราอาศัยอยู่บ้าง

มากกว่า 30 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์เราสงสัยว่า ดวงจันทร์และดาวศุกร์ (รวมไปถึงดาวอังคาร) มีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ ถึงแม้ปัจจุบัน ภาพถ่ายจากยานสำรวจได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาสัยอยู่บนดาวเคราห์เหล่านี้ คนส่วนใหญ่รวมทั้งนักวิทยาศาสตร์บางท่านก็ยังปักใจเชื่ออยู่ดี ว่าต้องมีมนุษย์ต่างดาวหลบซ่อนอยู่ตรงหลืบไหนสักแห่งบนดาวเคราะห์พวกนี้แหละ โอกาศที่มนุษย์ต่างดาวและ UFOs จะมาจากต่างแกแล็คซี่นั้น ความเป็นไปได้ออกจะริบหรี่เต็มทน ทั้งนี้เนื่องมาจากระยะทางนั่นเอง แต่ก็ไม่แน่หรอกครับ พวกเขาอาจจะกำเทคโนโลยีที่เราไม่รู้เอาไว้ในกำมือก็ได้

จากมิติอื่นเสียมากกว่าล่ะมั้ง
เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ กล่าวคือ ถ้า UFOs พวกนี้ไม่ได้มาจากต่างดาว ก็น่าจะมาจากอีกมิติหนึ่ง ซึ่งอาจจะซ้อนกับมิติของเราอยู่ ต้นตำรับผู้เสนอแนวคิดเรื่องผู้มาเยือนจากต่างมิติ คือกระทาชายนาย Jacques Vallee นับว่าน่าสนใจมากเหมือนกัน เพราะสามารถอธิบายลักษณะการปรากฏตัว การลักพาตัวมนุษย์โลก รวมทั้งการเคลื่อนไหวแบบแปลกๆของ UFOs ได้ในหลายๆกรณี แต่ก็แค่นั้นแหละครับ เป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่น่าสนใจเท่านั้นเอง ความเป็นไปได้ยังน้อยอยู่มาก ผู้คนส่วนใหญ่จึงเพียงแค่รับฟัง ไม่ถึงกับคล้อยตามอย่างในทฤษฎีแรก ที่ว่าด้วยการมาเยือนจากดาวดวงอื่น

ตาฝาด หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติเสียมากกว่า...
ยังมีนักวิชาการและนักวิจัยจำนวนมาก ที่เชื่อว่าการมองเห็นยูเอฟโอ เป็นผลกระทบจากสมองและอาการผิดปกติทางกายภาพครับ มีอยู่รายหนึ่งเชื่อว่า เป็นอาการตาฝาดหรือมองเห็นภาพหลอน อันเนื่องมาจากสมองของผู้พบเห็นมีปฏิกิริยากับ คลื่นวิทยุ และกระแสแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีกันอยู่ดาษดื่นแทบจะวิ่งชนกันตายในสังคมปัจจุบัน อนุภาคของคลื่นบางชนิดอาจส่งผลผิดปกติทางประสาทรับรู้ของคนเราก็ได้ เค้าว่ามาอย่างนั้นนะครับ

มีอีกรายเหมือนกันที่เสนอแนวคิดว่า บนโลกอันแสนจะบูดเบี้ยวของเรานี้ จะมีพื้นที่บางส่วนที่มีพลังแม่เหล็กไฟฟ้ามหาศาลอยู่ เมื่อเกิดปฏิกิริยาบางประการขึ้น เจ้าบริเวณที่ว่านี้จะสามารถส่งพลังงานออกมาและ "ลบ" คลื่นตลอดจนพลังงานทั้งปวงไปจนหมดสิ้น แถมพลังงานที่ออกมาบางครั้งยังเปล่งแสงส่องสว่างได้เหมือนหลอดไฟด้วย มันก็น่าคิดเหมือนกันนะครับ เพราะตามรายงานการพบเห็น UFOs ส่วนใหญ่จะระบุว่า คอมพิวเตอร์ไม่ทำงาน เข็มทิศตลอดจนอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคส์ล้วนใช้การไม่ได้ แล้วท่านคิดอย่างนักวิจัยคนนี้ไหมครับ ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ผิดปกติของแม่เหล็กไฟฟ้าบนพื้นที่ "พิเศษ" บางแห่งบนโลกของเรา และเจ้าสิ่งบินแปลกปลอมที่รู้จักกันในนามของ UFOs ที่เห็นๆกันนั้น คือปรากฏการณ์ของการส่องสว่างอันเนื่องมาจากพลังงานที่ว่า

ฟังๆดูก็เข้าท่าครับ เพียงแต่ทฤษฎีนี้อธิบายเรื่องของ UFOs ไม่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีที่มีรายงานการพบเห็นมนุษย์ต่างดาว การลักพาตัวคนบนโลกไปทำการทดลอง ตลอดจนร่องรอยของอารยธรรมโบราณที่กล่าวถึงพระเจ้าจาก" อวกาศ " โดยส่วนตัวของนายโซนิคเองเชื่อว่า ในรายงานการพบเห็น UFOs คงมีบางส่วนที่จัดเข้ากรณีนี้ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดอย่างแน่นอน แหม… ก็หลักฐานมันเห็นๆกันอยู่ทนโท่นะครับ




ผู้มาจากอนาคต
บางทีสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ว่าเดินทางมาจากอนาคตครับ ทฤษฎีนี้พึ่งได้รับการตอบรับจากนักวิชาการทั่วไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ว่ามีสิทธเป็นไปได้เหมือนกัน แถมยังตอบคำถามเกี่ยวกับ UFOs ได้ในแทบทุกกรณี ซึ่งบางแง่มุมก็น่าคิดอยู่ไม่น้อย ผมจะขอยกประเด็นที่น่าสนใจมาสัก ประเด็นสองประเด็นก็แล้วกันนะครับ

มนุษย์โลกเชื่อกันว่า ความเร็วที่สุดเท่าที่เคยเร็วมาก็คือความเร็วของแสงครับ ไม่มีอะไรจะเดินทางได้เร็ว และย่นเวลาได้เท่าแสงอีกแล้ว หากการมาเยือนของผู้มาจากโพ้นพิภพมีจริงๆ นั่นก็แสดงว่าพวกเขาไม่น่าจะอยู่ไกลจากเรามากนัก เพราะมาให้พบเห็นกันบ่อยเหลือเกิน นักวิชาการบางคนเลยเสนอแนวคิดว่า ผู้ที่มากับ UFOs นั้นอาจไม่ใช่อื่นไกล ก็มนุษย์โลกเราเองนี่แหละครับ ที่ย้อนเวลามาจากอนาคต เพื่อกระทำกิจธุระกับมนุษย์ปัจจุบันในหลายๆด้าน ฟังดูเหลือเชื่อแต่ก็มีสิทธิเป็นไปได้ในอนาคต อนาคตตอนไหนน่ะหรือ? ฮ่า ฮ่า ก็อนาคตตอนที่ฟิสิกข์ของเราก้าวหน้าจนถึงขั้นท่องเที่ยวในกาลเวลาได้เหมือนในหนังน่ะสิครับ

ทุกคนที่เรียนประวัติศาสตร์มาคงจะซึมซาบกับอมตวาจาประโยคนี้ดี "ประวัติศาสตร์ คือบทเรียนที่ดีของอนาคต" ผู้มากับ UFOs อาจต้องการมาศึกษาประวัติศาสตร์จากอดีตของพวกเขา ซึ่งก็คือยุคปัจจุบันของพวกเรา (ฟังแล้วงงดีวุ๊ย) นั่นเอง ความสามารถในการ "วาร์ป" ข้ามกาลเวลาของ UFOs คือคำตอบที่ดีของคำถามที่ว่า ทำไมเวลามีผู้พบเห็น UFOs มักจะเห็นมาโผล่มาอย่างปุบปับ แล้วก็หายแว๊บไปอย่างไม่มีร่องรอย

ข้อเท็จจริงอีกอย่างที่พอจะสนับสนุนทฤษฎีนี้ได้ ก็คือรายงานการพบเห็นสิ่งมีชีวิตที่มากับ UFOS นั่นล่ะครับ รูปร่างเล็ก ตัวสีเทา หัวโต ตัวลีบ นิ้วมือยาว สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ในอนาคต เป็นผลมาจากวิทยาการที่ทำให้มนุษย์ได้รับความสะดวกสบายเกินไป และถ้าพวกเขาเป็นมนุษย์โลกที่มาจากอนาคตจริง มันก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะสนใจทำการทดลองกับร่างกายของเรา เพื่อศึกษาวิวัฒนาการนั่นเอง

Monster at The Turtle Lake

ถ้าหากจะกล่าวถึงบรรดาสัตว์ประหลาดในทะเลสาบก็มักจะมีเรื่องเล่า และการพบเห็นอยู่ทั่วโลกมานานนับทศวรรษ เหล่าบรรดาสัตว์ประหลาดที่เป็นที่รู้จักกันดีไม่ว่าจะเป็น "เนสซี่" ในทะเลสาบ Loch ness สก็อตแลนด์ "อิสึเอะ" ในญี่ปุ่น "โอโกโปโก" ที่ทะเลสาบโอคานากัน "แชมป์" ที่ทะเลสาบ Champlain และอีกหลายๆ ที่ทั่วโลก ล้วนมีการพบเห็นมากมาย ส่วนลักษณะการพบเห็นนั้น จากคำบอกเล่าเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดเหล่านี้ค่อนข้างที่จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กัน หรือมีรายละเอียดที่เหมือนกัน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์หรือไดโนเสาร์ที่หลงรอดมาจนถึงยุคปัจจุบัน หรืออาจจะโดนขังอยู่ในทะเลสาบดังดล่าว บรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญต่างคาดกันว่าอาจจะเป็นไดโนเสาร์ประเภทเพลซิโอซอร์ (plesiosaurs) หรือบางทีอาจจะเป็นเพียงสัตว์ชนิดหนึ่งในโลกนี้แต่เรายังไม่รู้จักกับมันมากนักก็เป็นได้

ทะลสาบแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า Turtle Lake มีความยาว 120 กิโลเมตร ทางตะวันตกเฉียงเหนือของ North Battleford รัฐ Saskatchewan ในประเทศแคนาดา ก็มีเรื่องเล่าของสัตว์และการพบเห็นประหลาดลักษณะนี้เช่นกัน โดยเป็นการพบเห็นของบรรดาผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณทะเลสาบและห่างออกไป ลักษณะรูปร่างของมันจากคำอธิบายว่ามีความยาวราว 9 เมตร มีครีบ ผิวมันเรียบ และหัวที่ดูเหมือนผสมกันระหว่างสุนัข หมูและม้าน้ำ และเป็นตำนานของชาวอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่บริเวณริมทะเลสาบ ในแต่ละปีก็จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดตัวนี้อยู่ไม่ขาด บ้างก็จากนักตกปลาหรือผู้ที่พายเรือในทะลสาบว่าท้องเรือของพวกเขามักจะชนหรือกระทบกับอะไรในใต้น้ำ อาจจะเป็นก้อนหรือไม้ที่ลอยตามน้ำมาก็ได้ใช่มั๊ยครับ แต่ว่าพวกเขาเหล่านั้นก็กล่าวเช่นนั้นเหมือนกันแต่ว่า ส่วนหรือบริเวณที่มักจะมีการชนหรือกระทบกับ "อะไรบางอย่าง" น่ะ มันมักจะเกิดตรงบริเวณที่มีความลึกมากทีเดียว และที่สำคัญที่ค่อนข้างจะแน่ใจว่ามันไม่ใช่ก้อนหินหรือเสาไม้ที่ลอยมาตามน้ำหรือจมอยู่ใต้น้ำแน ่เพราะว่า "มันเคลื่อนไหวได้อยู่ใต้น้ำนั่น" เป็นอะไรที่มีขนาดใหญ่มาก บางคนกล่าวไปนั่นว่ามันมีลักษณะที่คล้ายเนสซี่ แต่บางคนก็แย้งว่ามันอาจจะเป็นแค่ปลา สเตอร์เจี้ยน ขนาดใหญ่ (Sturgeon Fish เป็นปลาที่มีกลักษณะคล้ายปลาฉลาม และไข่ทำเป็นไข่ปลาคาเวียร์ล่ะครับ) ก็ได้ ซึ่งปลาชนิดนี้สามารถอยู่ได้ถึง 65 ปีและขนาดโตที่สุดยาว 4 เมตร ก็พอจะเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์บางครั้วอาจจะเป็นฝีมือเจ้าปลาชนิดนี้ก็ได้ แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะปัญหาอยู่ที่ว่าเจ้าปลาชนิดนี้นั้นมันไม่อยู่ที่ผิวน้ำน่ะซิครับ มันจะอาศัยและหากินอยู่ภายใต้พื้นน้ำเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นมาบนผิวน้ำบ่อยมากนัก แต่ก็ไม่ใช่ถึงกับเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว



จากความเห็นของอาจารย์ในโรงเรียนแห่งหนึ่งกล่าวว่า เมื่อล้านปีกว่ามาแล้วที่บริเวณแห่งนี้เคยถูกปกคลุมด้วยทะเล และเป็นที่อยู่ของเหล่าไดโนเสาร์ในน้ำนานาๆ ชนิด แน่นอนว่ามีเพลซิโอซอร์อยู่ในรายชื่อบรรดาไดโนเสาร์ในน้ำด้วย เป็นไปได้ว่ามันอาจหลงรอดออกมาจากยุคนั้นก็เป็นได้ นอกจากนั้นยังมี Gordon Watt เจ้าของฟาร์มที่เห็นมันขณะที่ตกปลาอยู่ในทะเลสาบพร้อมกับลูกสาวและหลานของเขาด้วย โดยกล่าวว่า "มันมีอะไรบางอย่างผิดปกติออกไปราว 12 - 13 เมตรจากเรือของเรา มันยังกับว่ามีตัวอะไรว่ายน้ำอยู่ข้างใต้นั่น ผิวน้ำกระเพื่อมไปมา และจู่ๆ ก็มีหัวของตัวอะไรไม่รู้โผล่ขึ้นมา ดูเหมือนหัวของม้าน้ำ พร้อมกับอะไรที่ดูเหมือนว่าจะเป็นหลังของมัน แต่เราไม่เห็นหางของมันนะ" หลังจากพวกเขาหายตกใจก็ขับเรือออกจากบริเวณนั้น "บางทีมันอาจจะเป็นปลา Sturgeon แต่ผมก็ไม่ค่อยเชื่อนะว่ามีอะไรซ่อนอยู่ที่ทะเลสาบนั้น" เขากล่าวปิดท้าย

...ครับ ก็เป็นเรื่องราวสั้นๆ ของเจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ครับ แต่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงเหมือนกับเพื่อนของมันในทะลาบแห่งอื่นซักเท่าไหร่ และก็เหมือนกับบรรดาสัตว์ประหลาดในทะเลสาบทั่วโลกละครับ คือยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดในการระบุตัวว่ามันมีจริงหรือไม่ และเจ้าสัตว์ประหลาดเหล่านี้เป็นญาติสนิทที่ห่างๆ กันหรือเปล่า เอ๊ะ ยังไง อิอิ :P บางทีอาจเป็นไปได้ว่าใต้ทะเลสาบอาจจะมีอุโมงค์ที่เชื่อมต่อถึงกันได้ในหลายๆ ทะเลสาบทั่วโลก จึงมีปรากฏการณ์การพบเห็นแบบนี้ขึ้นมาและยังมีลักษณะหรือรูปร่างสัตว์ประหลาดที่คล้ายๆ กัน ไม่ว่าคำตอบจะออกมาเป็นเช่นไร และมันมีอยู่จริงหรือไม่ เจ้าสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็ยังคงอยู่เป็นเรื่องเล่าและตำนานต่อไปใน The Turtle Lake

เรื่องเล่าจาก เเคนาดา

กว่า 40 ปีที่ผ่านมามีการรายงาน Sightings จำนวนมากของสัตว์ที่ผิดปกติใน Turtle Lake ตั้งอยู่ในทิศตะวันตกกลาง Saskatchewan ชาวบ้านเรียกว่าปลาใหญ่ คำอธิบาย แต่แตกต่างกัน บางคนบอกว่าเป็นสามเมตรและยาวที่คนอื่นพูดมันคือ 10 เมตรยาว บางคนบอกว่ามันเป็นสีดำหรือสีน้ำตาล ... หรือสีเขียว บางคนบอกว่ามันมีครีบหลังเหมือนฉลาม; บางคนบอกมันเป็นมันเงาเหมือนนาก บ่อยครั้งที่มอนสเตอร์เลคเต่าเป็นรายงานที่ฉีกขาดออกจากกันของชาวประมงอวน, เพื่อข่มขู่ boaters และเพื่อกระจายโรงเรียนของปลา สิ่งหนึ่งที่แน่นอน : การขาดความเชื่อมั่นเกี่ยวกับลักษณะของผู้ประกอบการยังไม่สามารถยับยั้งการในประเทศจากการขายเบอร์เกอร์มอนสเตอร์และหมวกมอนสเตอร์บนชายฝั่งของทะเลสาบสวยนี้ ตรวจสอบนี้ 2001 คำอธิบายสำหรับ Dave Yanko : มีบางอย่างที่แปลกและลึกลับใน Turtle Lake ปลาจะไม่ได้มาพูดเรื่อง' และการตัดสินโดยคำอธิบายจากคนที่เคยเห็นมันก็ทุกที่ 3-9 เมตรความยาว (10 ถึง 30 ฟุต) โดยมีหรือไม่มีครีบหลังเรียบหรือเป็นสะเก็ด, มีหัวคล้ายสุนัขทั้ง, ซีฮอร์หรือหมู ก็ไม่ปรากฎการณ์ใหม่ในการ Turtle Lake ตั้งอยู่ 120 กิโลเมตร (74 ไมล์) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป Battleford เป็นเรื่องที่มีตราบเท่าที่ทุกคนสามารถจำ - ดีก่อนที่จะบาร์เลคไซด์อาจจะได้ให้คำอธิบาย ตำนานอินเดียถือหุ้นอยู่ว่าผู้ที่ผจญภัยในดินแดนของตนไม่เคยเห็นอีกครั้ง ไม่มีใครตำหนิของมันสำหรับการหายสาบสูญเมื่อเร็ว ๆ นี้ อีกครั้งปลาจะไม่ได้มาพูดเรื่อง แต่ในแต่ละปีโดยเฉลี่ยแล้วหนึ่งในนักพายเรือกลับสู่ชายฝั่งที่มีเรื่องตากว้างเกี่ยวกับการพบห่าน - เป็นหลุมเป็นบ่อที่มีบางสิ่งบางอย่างจากลึก สิ่งที่มีมวล บางสิ่งบางอย่างใหญ่ มันไม่ได้เป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่เช่น"Nessy"ของ Loch Ness, Scotland, หรือ"Ogopogo"ของทะเลสาบ Okanagan ในบริติชโคลัมเบีย ใช่มีฝาปิดลูกแปลกและเสื่อที่ร้านอาหารการส่งสัญญาณที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับผู้เข้าชมไม่ระวัง แต่มันเป็นสิ่งที่สำคัญต่ำ; สีท้องถิ่นมากกว่าสถานที่คุณลักษณะที่ชุมชนเล็ก ๆ รีสอร์ท คน Saskatchewan เป็นจำนวนมากลงไปตรงมาไม่พอใจกับสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่า hyping จะต้องมีการที่ง่ายและคำอธิบายที่มีเหตุผล หลายคนคิดว่ามันเป็นอะไรมากไปกว่าปลาขนาดใหญ่ชนิดยักษ์ที่โดยทางเลือกหรือกรณีถูกทอดทิ้งที่อยู่อาศัยแม่น้ำปกติสำหรับ Turtle Lake ของเขา แต่มีปัญหากับการที่หนึ่ง ถึงแม้ว่าปลาขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ 65 ปีและเจริญเติบโตได้ถึงสี่เมตร (12 ฟุต) พวกเขาอาศัยอยู่และอาหารที่อยู่ด้านล่าง มันไม่น่าที่พวกเขาต้องการเลือกที่จะเอนกายเกี่ยวกับบนพื้นผิวของทะเลสาบลึก ไม่เป็นไปไม่ได้ แต่ไม่น่าจะ ครูโรงเรียนเดิมจากภาคมีทฤษฎีอื่น ล้านปีที่ผ่านมา Saskatchewan ถูกปกคลุมด้วยทะเล ในเนื้อหาของน้ำที่อาศัยอยู่หลากหลายของไดโนเสาร์น้ำรวมถึงหนึ่ง plesiosaur เรียกว่า บางทีอาจจะเป็นเบน Blatz, plesiosaurs ไม่กี่ดัดแปลงและอยู่รอดในห้วงลึกของเต่าเลคกล่าวว่า และหนึ่งในลูกหลานของพวกเขามีหน้าที่ในการปิดผิวสีแทนน่ากลัวนักพายเรือเป็นครั้งคราว บางที ไม่กี่ปีที่ผ่านมาผมคุยกับคนที่เห็นมันในขณะที่การประมงกับลูกสาวและหลานชายของเขา Gordon Watt ที่ฟาร์มประมาณ 200 กิโลเมตรทางตอนใต้ของทะเลสาบเต่าเป็นหล่อจากเรือของเขาเมื่อเขาด่างบางสิ่งบางอย่างในน้ำประมาณ 12 เมตร (13 หลา) ออกจากคันธนู "หัวของมันขึ้นมาหลังของมันขึ้นมาและเรียงตามลำดับของเหล็กแผ่นรีด over - เราไม่เคยเห็นหาง"เขากล่าวว่า "หัวของมันดูคล้าย seahorse." สมาชิกของพรรคประมงด้วย"อกสั่นขวัญหาย"และ"ทึ่ง", วัตต์กล่าวว่า แต่เมื่อความประหลาดใจของพวกเขา subsided, cranked พวกเขาขึ้นเรือยนต์, ซิปไปยังพื้นที่ที่มีสิ่งหลบใต้และพยายามจะขัดขวางมัน จะได้รับค่อนข้างนั่ง วัตต์กล่าวว่าบางทีมันเป็นปลาขนาดใหญ่ชนิด,"แต่ฉันไม่มั่นใจ."
 
What lurks สัตว์ใน Turtle Lake? folks Saskatchewan จะบอกคุณก็ Turtle Lake Monster ในขณะนี้ว่าเป็นคำตอบที่ดีที่สุดเพราะเรามีปลาอยู่ไม่ได้พูดถึง

สามอัศวิน

มาในครั้งนี้อัศวินของผมมากันที 3 นายเลย เนื่องจากผมไม่อาจหาประวัติวาแปลได้มากเท่ากับอัศวินท่านอื่นๆ เอาล่ะครับมาเริ่มกันเลยดีกว่า

Sir Gareth
กาเร็ท เป็นน้องคนเล็กของเซอร์ กาเวน และเป็นลูกชายของคิง Lot และควีน Morgause แห่ง Orkney และด้วยความที่เป็นน้องเล็กนี่เองทำให้ กาเร็ทถูกพวกพี่ๆ ทิ้งไว้ที่บ้าน ในขณะที่พวกพี่ๆ เดินทางไปยังภาคใต้เพื่อขอเข้าสภาอัศวินของกษัตริย์อาเธอร์ ด้วยความฝังใจหรืออยากให้พวกพี่ๆ ยอมรับไม่ทราบ เมื่อเขาโตขึ้นมาหน่อย กาเร็ทจึงออกเดินทางตามพวกพี่ๆ ไปบ้าง โดยการปลอมตัวไปเพื่อไม่ให้พวกพี่ๆของเขาจำได้

เมื่อไปสมัครเสร็จ อาเธอร์ยกกาเร็ทให้อยู่ในความปกครองของเซอร์เคย์ เซอร์เคยจึงได้เด็กทำครัวคนใหม่ แล้วตั้งนิคเนมให้ กาเร็ท ใหม่ว่า 'Beaumains' หรือคุณหนูมือนิ่มนั่นเอง เนื่องจากเจ้าชายน้อยไม่เคยทำงานหนักๆ มาก่อนเลยในชีวิต

จนกระทั่งมีอยู่วันหนึ่ง Lady Lynette เดินทางมาที่คาเมลอทเพื่อเฟ้นหาอัศวินที่จะไปอารกษ์ขา Lyonesse น้องสาวของนาง จากการรุกรานของ Sir Ironside the Red Knight ซึ่งกำลังล้อมปราสาท Perilous ของนางอยู่ กาเร็ทอาสาไปโดยไม่ลังเล เซอร์ ลานซล๊อตจึงจัดการสอนหลักสูตรอัศวินให้แก่กาเร็ทแต่เซอร เคย์คัดค้าน ทั้งสองจึงประลองกัน ปรากฎว่ากาเร็ทเอาชนะเซอร์ เคย์ได้ในดาบเดียว

แต่ถึงแม้ Lynette จะได้ตัวอัศวินคนใหม่แต่นางก็ยังรู้สึกแย่ๆ กับกาเร็ทอยู่ เพราะแทนที่จะได้ตัวอัศวินกลับได้เด็กรับใช้ของอัศวินมาแทน แต่าจนแล้วจนรอด กาเร็ทก็สามารถลบคำครหาของนางได้โดยการพิชิต Sir Ironside และไม่ใช่แค่นั้น กาเร็ทยังสามารถพิชิตอัศวินดำ อัศวินเขียว และอัศวินน้ำเงิน พี่ชายของเขาอีก 3 คนได้อีกด้วย ไม่นาน เซอร์ กาเร็ทและ Lyonesse ก็ตกหลุมรักกันในที่สุด ทั้งสองแต่งงานที่ Kynke Kenadonne



กาเร็ทยังได้ร่วมทำสงครามกับอาร์เธอต่อต้านจักรพรรดิโรมัน Thereus และสังหารคิง Datis แห่ง Tuscany ได้ในสนามรบอีกต่างหาก กาเร็ทได้พิสูจน์ตัวเองว่าเขาเองก็มีดีเท่าๆ หรืออาจจะมากกว่าพี่ๆ ของเขาเสียด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดเซอร์กาเวน และเซอร์อกราเวน (Agravaine) ในการที่จะฆ่า เซอร์กาฮีริส (Gaheris) หลังจากที่กาฮีริสฆ่าแม่ตัวเองด้วยความสับสนที่รู้ว่าแม่ตัวเองเป็นชู้กับเซอร์ลาโมแรค โดยกาเร็ทลงความเห็นว่าให้ไปจัดการกับต้นตอจะดีกว่าการมาฆ่าพี่น้องของตัวเอง เซอร์ลาโมแรค จึงโดนลงทัณฑ์ด้วยประการฉะนี้

นอกจากนี้ยังได้รวมหัวกับกาฮีรีสคัดค้านไม่ให้เซอร์ อกราเวนและเซอร์ มอเดร็ดนำเรื่องความรักระหว่างควีนเกอวนิเวียร์กับลานซล๊อตไปบอกอาเธอร์อีก แต่ว่าเรื่องสุดท้ายไม่มีใครเห็นด้วยกับเขา เมื่อเรื่องรู้ถึงหูอาเธอร์ควีน เกอวนิเวียร์จึงถูกตัดสินประหารโดยการเผาทั้งเป็นในทันที โดยมีกาเร็ท กาฮีริส และอกราเวนเป็นอัศวินที่คอยดูแลความเรียบร้อยบริเวณแดนประหาร และทั้งสามก็ถูกลานซล๊อตฆ่าระหว่างการเข้าช่วยเหลือเกอวนิเวียร์ เนื่องจากลานซล๊อตจำพวกเขาไม่ได้เนื่องจากแต่ละคนสวมหมวกอัศวินอยู่ และด้วยเหตุนี้เองศึกระหว่างอาร์เธอและลานซล๊อตจึงเกิดขึ้น อ่านเพิ่มเติมได้ใน เซอร์ลานซล๊อต - อัศวินอหังการ์ ครับผม...


Sir Agravaine
บางตำราก็เรียก "the Arrogant" หรือ "the Proud" แปลไทยๆ ได้ว่าอัศวินผู้หยิ่งผยองนั่นแล เซอร์อกราเวนเป็นลูกชายคนที่สองของคิง Lot และราชินี Morgause แห่ง Orkney สมัยหนุ่มๆ อกราเวนได้เดินทางไปยังสภาอัศวินของอาเธอร์พร้อมๆกับพี่น้องของเขา เพื่อเข้าร่วมทำสงครามกับพวก Saxon และจากการที่เขาสามารถปลดปล่อยเชลยศึกจากหุบเขาแห่ง Wretches ออกมาได้อย่างปลอดภัย เขาจึงกลายเป็นหนึ่งในอัศวินโต๊ะกลมในที่สุด

ในตำนานกล่าวถึงเขาน้อย - น้อยมากๆ ครับ จนไม่สามารถจะขยายความเพิ่มได้มากกว่านี้แล้ว สุดท้ายอกราเวนตายโดยน้ำมือของลานซล๊อตระหว่างการคุ้มกันตัวเกอวนิเวียไปลานประหาร จบครับผม


Sir Gaheris
เซอร์ กาฮีริสเป็นลูกชายของคิง Lot และราชินี Morgause แห่ง Orkney (หึหึ สามคนประโยคนี้ประโยคเดียวเลย) หลังจากที่กาเวนเป็นอัศวินแล้ว กาฮีริสก็เป็นเด็กรับใช้ของกาเวน พี่ชายของเขามาโดยตลอด หลังจากที่ทั้งสองสามารถล้างแค้น คิง Pellinore แห่ง Listinoire ผู้ที่ฆ่าพ่อของตนเองได้แล้ว

เหตุการณ์น่าจะจบลงอยู่แค่นี้ถ้าหากกาฮีริสไม่รู้ว่าแม่ของเขามีคู่รักใหม่เป็นเซอร์ ลาโมแรค ลูกของคิง Pellinore โดยกาฮีริสในตอนแรกยังไม่เชื่อว่าแม่ของตนเองจะมารักกับลูกของคนที่ฆ่าสามีของตัวเอง กาฮีริสจึงแอบติดตามทั้งสองไปจนเห็นของดี กาฮีริสไม่สามรถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไปจึงพังประตูเข้าไปตัดศีรษะแม่ของตัวเองทันที แต่ลาโมแรคหนีไปได้ แต่ภายหลังก็ถูก 4 พี่น้องรุมสกรัมตายอนาถอยู่ดี

กาฮีริสขึ้นชื่อในเรื่องความเข้าชู้มาก แฟนคนแรกของเขาคือ Damoiselle de la Blanche Lande แต่แค่นั้นยังไม่พอ กาฮีริสยังไปสู้กับ Matto le Breune อัศวินแห่งแคว้นคอนวอลและไปแย่งคนรักเขามาอีก แต่ในอีกด้านหนึ่งนั้นเล่าว่าเขาเป็นคนที่ใจกว้างมากคนหนึ่ง มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาบังเอิญทำให้ลาของชาวนาจนๆตกใจวิ่งหนีเข้าป่าไป เขาจึงอาสาไปหาลามาคืนให้ แต่ลาเจ้ากรรมดันกลายเป็นอาหารหมาป่าไปแล้ว กาฮีริสจึงชวนชาวนาคนนั้นไปบ้านและมอบม้าตัวใหม่ให้เขาไป ใจดีไหมครับ

และสุดท้ายกาฮีริสพยายามกีดกันไม่ให้ มอเดร็ด ไปบอกเรื่องของลานซล๊อตกับเกอวนิเวีย แต่ไม่เป็นผลเรื่องรู้ถึงหูอาเธอร์ในที่สุด อาร์เธอจึงบอกให้กาเวนไปคุ้มครองเกอวนิเวียระหว่างทางที่จะเดินไปยังลานประหาร แต่กาเวนขอผ่านและโยนงานให้กับน้องชายของเขาทั้งสามอันได้แก่ กาเร็ท อกราเวน และกาฮีริส ทำหน้าที่นี้แทน แม้ทั้งสามจะอิดออดไม่อยากทำก็ตามแต่ก็ไม่อาจขัดพี่ชายได้ จนแล้วจนรอดทั้งสามพี่น้องก็ตายโดยความไม่รู้ของลานซล๊อตครับ